Ratchasak's profileเด็กชายบอย กับ เด็กหญิงโ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 16 Long Weekend in Songkran Fesitval
จนในคืนวันอาทิตย์ได้ออนเอ็มเพื่อหาดูว่าจะมีเพื่อนไปเที่ยวบ้างมั้ยก็ได้คุยกะไอ้ป้ำและได้เกิดคิดวางแผนร่วมกันในการจะออกไปเที่ยว ว่าอยากไปไหน ก็เลยเสนอเลยว่าอยากไปทะเล เพราะไม่ได้ไปมาจะปีนึงแล้ว ก็เลยคุยกันว่าจะไปไหนดี และก็ได้ชวนสมาชิกที่จะไปด้วยได้จำนวนจำกัดจากปริมาณขนาดรถ ดั้งสิ้นไม่เกิน 6 คนก็เลยชวนกลุ่มเพื่อนสนิทที่ทำงานร่วมกันมานานเกือบจะครบสี่ปีแล้ว อืมได้แก่ ไอ้ป้ำ ไอ้ต้อม ไอ้ทอม ไอ้เฟม และผมเอง โดยไอ้ป้ำได้ตัดสินใจว่าไปหัวหิน ก็เป็นอันตกลงเมื่อได้โทรไปคุยกับมันในอีกคืนนึงและได้คำตอบนัดแนะเรื่องเวลารับและสถานที่ จากนั้นได้คุยตกลงเรื่องเส้นทางและกำหนดการ โดยเมื่อถึงเวลาจริง ไอ้ทอมมันก็ได้กลับมาที่หอและดูหนังทั้งคืน จนมันทำเครื่องค้างเลยมานอน (เหอๆ) เวลา 3.45 มือถือดังเพื่อปลุกจากการนอน จะลุกขึ้นมาและไปอาบน้ำ จากนั้นก็ลองเช๊คไอ้ป้ำดูว่ามันตื่นหรือยังสรุปว่าโทรไปปลุกมัน เนื่อจากมันตกลงไว้กับไอ้เฟมให้โทรปลุกแต่ไอ้เฟมยังคงหลับ เลยโทรไปปลุกเฟมต่อ ไอ้เฟมก็เลยรนและรีบออกมาในทันที และก็ปลุกไอ้ทอม และรอเวลา 4.30 เพื่อลงไปรอ และไอ้ป้ำก็มาและเข้าเซเว่นไปซื้อของกินกันเพื่อรอไอ้เฟม จนไอ้เฟมมา เราจึงได้ออกรถกันในเวลาประมาณ 5.00 เพื่อไปรับไอ้ต้อมที่บางแค ไปถึงบางแคประมาณ 5.40 โทรหาไอ้ต้อมไม่ติดเลย ซวยแล้วพวกกูสงสัยมันจะจอขาวอีกแล้ว เลยขับวนและหาปั้มแก๊สไปด้วยจนไอ้ต้อมติดต่อกลับมา ประมาณ 6.15 จึงรู้ว่าพวกเราไปรับผิดที่มันถนนคนละเส้น ไปรับไอ้ต้อมและได้ออกรถในเวลาประมาณ 6.30 และไปแวะเติมแก๊ส และออกเดินทางสู่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ระหว่างทางก็คุยกันในรถสักพักไอ้ทอมก็หลับ และมันก็หลับเรื่อยๆตลอดทาง รวมถึงไอ้ต้อมด้วยที่งีบเป็นระยะ ปล่อยให้เฟมเป็น Navigator และกรูเป็น Co-Pirot นั่งหาเรื่องคุยไปตลอดทาง เพราะเพลงดันเตรีมมาเป็น MP3 แทนที่จะเป็น Audio เหอๆฮาเลย จนกระทั่งเรามาถึงหัวหินในขณะที่แก๊สหมดและต้องใช้น้ำมันไปนิดนึง เพราะเราไปสนุกขับนอกเส้นทางไปขับเรียบหาดเลยพลาดปั้มแก๊สไป แต่ก็ด้วยโชคช่วยเราก็มาถึงปั้มได้ทันท่วงที และเข้าหัวหิน เมื่อเข้าไปก็พบว่ามันไม่มีที่จอดเลยและก็เหมือนหลุดเข้าไปในเมืองต่างชาติ ก็เลยตัดสินใจไปสวนสนกัน ก็ไปแวะพัก เช่าเสื่อมานั่งนอน ร้องเพลง และทานอาหารกลางวัน และรู้ว่าแดดไม่ร้อนแต่พื้นทรายถึงกับฮ่อ ร้อนตีนโคด หลัจากทานอาหารเสร็จ (อาหารเป็นข้าวเหนียวไก่ทอด และส้มตำ) ก็เลยมาคุยกันเรื่องการไปเที่ยวต่อ ก็คุยไปคุยมาก็มาจบลงที่การไปถ้ำพระยานคร ในอุทธยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ก็ลงรถมาไอ้ต้อมไปถามทางเรียบร้อย ก็มีสองทางให้เลือกคือ ขึ้นเรือ กับข้ามเขา เราตัดสินใจข้ามเขา เพราะกลัวว่าเรือจะแพง อืม ก็เดินๆพร้อมกับบ่นกับตัวเองว่ากูจะตายมั้ย เมื่อใส่รองเท้าแตะขึ้นเขา เพราะหินมันลื่น เหอๆ ระหว่างทางก็ผ่านคนที่เดินสวนมาเค้าก็บอกว่าใกล้ถึงทางลงแล้ว ส่วนขึ้นไปทำยังต้องขึ้นเขาอีกลูก โอ้ว จนกระทั้งข้ามมาเรียบร้อยแล้วก็พบป้าย สุขภาพท่านยังดีอยู่ เลยแบบ เหมือนกูโดนหลอกเลยค๊าบ ก็เลยแวะพักเพราะว่ามันเห็นสาวน่ารักเลยแวะพักกินน้ำ ตามระเบียบ กินเสร็จก็เดินขึ้นเขาทันที เขาชันและระยะทาง 450 เมตร ถือว่าหินและเอาเหนื่อยเลย เดินรวดเดียวจบไม่ได้ จึงมีพักบ้าง จนกระทั้งมาถึงจุดบนสุดและได้เข้าถ้ำก็เล่นเอาหายเหนื่อย เพราะมันเย็น และถึงแม้มันจะมีความรู้สึกเฉยๆ แต่ด้วยโครงสร้างถ้ำก็ทำให้ประหลาดใจได้เหมือนกัน ก็แวะพักและถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย จนถึงเวลาเดินลง ใช้เวลาน้อยมากประมาณ 15 นาทีลงเรียบร้อย ตอนขึ้นล่อไปสัก 40 นาทีได้ เมื่อลงมาก็แวะพักกินน้ำ และก็ตัดสินใจขึ้นเรือและโชคเข้าข้างเพราะมีพี่สองเขาจะไปด้วย และเค้าก็หารครึ่งนึง เลยเหลือตกแค่คนละ 20 บาทเอง นั่งเรือไม่ถึง 10 นาทีถึงมั้ง อ้อมแค่ผาเท่านั้นเอง เหอๆ ทุกคนรีบทะยานขึ้นรถ เพื่อไปลงเล่นน้ำที่หัวหินตามแผ่น โดยไปเติมแก๊สก่อน และไปหัวหิน สรุปว่า ที่จอดหายาก และไม่รู้แหล่งเล่น จึงโทรถาม ไม่ว่าจะเป็นต้อมโทรหาเจี๊ยบ หรือเฟมโทรหาเพื่อนหัวหิน ก็นับว่าเป็นไกด์ที่ดีอย่างหนึ่ง และเป็นโชคของไอ้ต้อม ที่ได้พาเราไปถึงเขาตะเกียบและเล่นน้ำที่นั่น จนถึงหัวค่ำ และไปกินอาหารเย็นที่ตลาดโต้รุ่ง ในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ร้านเค้าก็วัตถุดิบหมดแล้ว คิดเเอาเอง ขายดีโคตร จึงไปหากินในตลาด ก็เพลินหูเพลินตาทั้งอาหารและสาวๆที่น่ารัก เยอะมาก จึงไปซื้อผัดไทยและบาร์บีคิวมากิน ราคาถูกดี และมานั่งกินที่ร้านนม(ร้านฮ่อสาขาหัวหิน) และทำให้ได้รู้ว่า ที่นี่ไมโลดิบมันไม่ปั่น เหอๆ หวานโคตร เล่นเอาเกือบตาย จนกระทั่งเดินทางกลับ ในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม และเผชิญกับรถติดที่เพชรบุรี และต้องหาเรื่องคุยไปตลอดทาง เพื่อไม่ให้ไอ้ป้ำหลับ ในขณะที่ไอ้ต้อมและไอ้ทอมก็หลับตลอดเหมือนเดิม มาถึงที่หอตีสองนิดๆ กลับมาก็หลับตาย และไปทำงานในวันนี้ไม่ไหว เหอๆ ปล. ขอบคุณไอ้ป้ำมากเล่นสามารถใช้ชีวิตวันหยุดได้คุ้มค่า กูสงสารมึงหว่ะ ทั้งต้องขับรถ และเจอแม่ อีก เมื่ออยาก
จะว่าไปไอ้ที่ขาดๆหายไปจากสเปซก็ต้องยอมรับเลยว่าเป็นเพราะความขี้เกียจของตัวเองเป็นหลัก และประกอบกับการที่เน็ตจังไร ที่หอ(ที่ขโมยค้าใช้) มันก็ใช้ไม่ได้ซะงั้น ก็เลยปล่อยวางทั้ง MSN และสเปซ อืม และก็เรียนๆ สอบๆ จนผ่านมาด้วยความพึงพอใจในระดับหนึ่ง และก็เริ่มรับรู้ว่าตัวเองเริ่มเข้าใจวิชาเอกตัวเองมากยิ่งขึ้น จริงๆนะ
จนกระทั่งถึงวันฝึกงาน (ไม่ได้พักเล้ย) ก่อนวันฝึกก็กลับมาถึงหอตอนเย็น และก็ตัดสินใจไปตัดผมที่ตั้งใจไว้ให้ยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในชีวิต บอกช่างว่าจะไปฝึกงาน และก็บอกบลาๆ ไป แล้วเค้าก็คิดว่าน่าจะเอาสั้นเลย ฉับแรกเท่านั้น ตรงจร ทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้อีก น้ำตาแทบไหลเลยค๊าบ สั้นมากมาย เล่นเอาไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเลย จนวันที่มาฝึกจริงก็โชคดีที่ได้เจอไอ้ต้น เพื่อนที่รู้จักกันในรัดสาดนี่เอง เหอๆ มันเคยเป็นบัดดี้กระผมตอนไปค่ายอบรมจริยธรรมของคณะ เออ (บอย ใช้ Code Name ว่า Taro แหละ มันก็แปลว่า BOY นั่นเอง) และก็ได้รู้จักเพื่อนๆอีกหลายคนและก็ได้รู้จักพี่เทรนเนอร์ พี่กระแต หรือ พี่แต นั่นเอง รวมถึงพี่ๆที่แผนก และได้เริ่มจับงานในเย็นวันแรกนั่นเอง และก็ได้เรียนรู้งานเพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ บางอย่างทำเป็น บางอย่างทำไม่เป็น ก็เรียกว่า Train กันใหม่ในหลายอย่าง ก็จนวันนี้ก็ยังพยายามเริ่มรู้อีกหลายๆอย่าง อ้อ พี่ที่แผนก Operations ก็อัธยาศัยดี และก็ให้ความช่วยเหลือดีทุกคน ก็ขอบคุณพี่ๆมากค๊าบ และก็ขอบใจเพื่อนๆที่ฝึกงานทุกคนที่หยิบยื่นน้ำใจ และเสียงหัวเราะ อืม ขอบใจจริงๆ ลุกวันนี้เราก็เกาะกลุ่มกันไปกินข้าวเที่ยงและกลับบ้านทางเดียวกัน พร้อมกันหลายๆคน ได้ไปอีกบรรยากาศนึง เหมือนปีหนึ่งเลย ก็รู้สึกดี ที่ได้มาฝึกงาน
October 16 กินเจดี จิดใจสงบประเพณีการกินเจกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน "แต่หลักเลยที่เราถือก็จะเป็นตำนานนี้ซะมากกว่า เอ๊ะ!หรือเฉพาะบ้านผมหว่า เหอๆ" ผู้ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีลกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์(หรือ “เก้าอ๊อง”)ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ "คืนก่อนกินเจก็จะมีการรับจ้าวกันเน้อ เป็นขบวนรถเลยหล่ะ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้" ความหมายของคำว่าเจ แจมิได้แปลว่า อุโบสถ คนไทยในรุ่นปู่ย่าตายายที่เคร่งในศีลวัตรจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถ ศีลแปดจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ อุโบสถศีล ” ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกินเจที่ไม่เข้าใจภาษาและที่มาของคำจึงแปลอักษรแจผิดว่า “อุโบสถ” ซึ่งคำแปลนี้ก็ฮิตติดตลาดและถูกคัดลอกไปใช้บ่อยอย่างน่ารำคาญใจ เพราะหากจะเอาตามความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแล้ว อุโบสถ เป็นคำนาม หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมต่างๆ เรียกย่อว่า โบสถ์ การแปลและเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าวยังถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายวัตรปฏิบัติของการกินเจผิดตามไปด้วยว่า “การกินเจต้องถือศีลข้อวิกาลโภชน์” หรือการงดกินของขบเคี้ยวหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลแปด ทั้งๆที่โรงครัวของศาลเจ้าหรือโรงเจที่เปิดเลี้ยงผู้คนในช่วงเทศกาลกินเจล้วนแต่มีอาหารมื้อเย็นให้กับผู้เข้าไปกิน ยิ่งวันที่มีการประกอบพิธีกรรมในตอนค่ำยังมีอาหารมื้อค่ำบริการเสริมให้เป็นพิเศษด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเขาถือเพียงศีลห้าที่เป็นนิจศีล ไม่ได้ครองศีลแปดอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เว้นแต่ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น) ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ” มีพัฒนาการมาจาก ตัวอักษร ฉี “ 齊 ” ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย อักษรแจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุด ( 小 ) เข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื ( 示 ) ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี แจ( 齋 ) จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)เพื่อการสักการะ หรือ การปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ซึ่งการอธิบายในแนวทางนี้จะสอดคล้องกับ คำว่า “ 齋醮 ” ในลัทธิเต๋า ซึ่งย่อมาจากคำว่า 供齋醮神 ที่แปลว่าการบำเพ็ญกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นสักการะบูชาเทพยดา ความหมายของแจในศาสนาอิสลาม ศัพท์คำว่า ศีลแจ / 齋戒 ในภาษาจีน นอกจากใช้ในลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธแล้ว ยังหมายถึง “ศีลอด” ที่ถือปฏิบัติในเดือนถือศีลอดของชาวจีนอิสลาม สาระของศีลก็คือการห้ามรับประทานอาหารใดๆในระหว่างเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนลับขอบฟ้า ตลอดเดือนถือศีลอด "ดูไปดูมาก็เหมือนการถือศีลอดของทุกศาสนา จริงๆนะ อย่างศาสนาคริสต์ ยิว หรือ อิสลาม หลักเดิมของศาสนาเอง ก็มีการถือศีลอดอยู่แล้ว แต่หลังๆก็มีการหย่อนยายในการนับถือศาสนา โดยอย่างยิ่งความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ และปัจจัยจากตัวผู้นำ ทำให้หลักการนับถือศาสนาเปลี่ยนไป" October 11 กลับมาแล้วว่าไปนะครับพี่น้อง ได้เพลาผมต้องมาอัพเสปซเสียที ก็ไม่รู้จะว่าไงนะ ช่วงเรียนมันก็ขี้เกียจอัพเสปซ ทั้งที่ตัวเองก็อยู่หน้าคอม เทอมต้น นี่เรียกว่าเป็นอะไร ที่เป็นชีวิตมหาลัยแบบเรียนของแท้จริงๆมั้ง ก็เรียนแถๆไถๆจนมาถึงสอบทั้งกลางภาคและปลายภาค ก็คะแนนออกมาแถไถไปมิดเทอมก็กลางๆ จนปัจจุบัน ณ วันนี้ ก็ปิดเทอมมาจะ สาม สัปดาห์แล้วเพราะทะลึ่งเบ่เบ๊ สอบเสร็จเร็วกว่าชาวบ้านเป็นสัปดาห์ จนได้กลับมาบ้านเนี่ย ก็ช่วงกินเจพอดี เป็นอะไรที่ชอบมากช่วงนึง เพราะเหมือนมีของกินให้เลือกกินเต็มไปหมด อร่อยทั้งนั้น ว่าแล้ว กับ เทศกาลกินเจ หรือ เก๋าอ่วงเจ เนี่ย เป็นอะไรที่มีเนื้อหาสาระน่าอ่านพอดูไว้จะไปหามาให้อ่านเน้อ เร็วนี้แหละ ปล.อยากไปทาสีกำแพงวัดมาก แต่ก็ขออยู่บ้านเหอะหว่ะ = = May 29 ผู้เข้ามาใหม่ ยินดีต้อนรับ น้องๆ KU67 ที่พี่ได้คุยและเจอหน้าแล้ว รวมไปถึงน้องที่ได้แต่คุยไม่เห็นหน้า และๆ น้องที่ทั้งไม่เคยคุยและจำหน้าไม่ได้ ก็ขอแสดงความยินดีที่ได้เข้ามาสู่รั้วนนทรี บ้านที่ให้ความรู้สึกดีๆ
ว่าไปว่ามาตั้งแต่ได้กลับมากรุงเทพฯหลังจากแอบไปพักร้อนที่จันทบุรี(บ้านเกิด)นานนับเดือนก็ได้เวลากระฉับกระเฉงมาช่วยเพื่อนๆน้องๆทำงานเสียที อย่างที่รู้ๆกัน ว่าได้ไปค่ายมา สนุกมาก จนกระทั่งวันนี้ก็ยังจำอะไรหลายๆอย่างได้ดี ก็จดประสงค์ของการกลับมากรุงเทพก็คือ เบื่อบ้าน = = หลายๆคนอาจสงสัยว่าบ้านไม่ดีตรงไหน อยากจะบอกว่า อยู่แล้วตามใจตัวเองไม่ได้ 555+ ก็เลยมาบริหารชีวิตตัวเอง ด้วยการมาประชุมและทำงานดีกว่า อีกอย่างก็มีเพื่อนๆมาค้างที่ห้องด้วยสนุกดี ตั้งแต่งานสัมภาษณ์ แรกพบคณะ เปิดถ้ำสิงห์ จนถึงงานวันบัณฑิตยุคใหม่ ก็ไม่ได้ว่างเว้นจากการมามหาลัยซักนิด มาได้ทุกวี่ทุกวัน สงสัยชักหลงรักมหาลัยแล้วหล่ะซิ เหอๆ ก็อยากบอกว่า ประทับใจ และดีใจ ที่ทุกงานผ่านไปได้ด้วยดี จนในช่วงงานวันบัณฑิตเนี่ย ก็ได้กลายเป็นพ่อค้าเต็มตัว และยังมีโอ๋ที่เป็นแม่ค้าด้วย ทำงานสุดจัยจริงๆ ก็มีเพื่อนๆที่มาช่วยขายอีกนะ (อย่าน้อยใจว่าไม่ได้กล่าวถึง) สมุดเล่มละ20 3เล่ม 50 6เล่มร้อย พูดวันละหลายๆครั้ง ไม่รู้นอนละเมอพูดไปบ้างรึเปล่า แต่มันก็เป็นความสุขอย่างนึงที่หาไม่ได้ในช่วงเวลาอื่นๆ และเมื่อหลายวันก่อนบังเอิญมีสิ่งดลใจให้ไปเปิดหนังสือที่ได้จากงานวันบัณฑิตยุคใหม่KU65 มาเปิดดู ก็เจอคำดีๆ เรยอยากมาฝากในฐานะของคนที่กลายเป็นพี่ที่ยังอยากให้ความหวังของพวกเรามีไปสู่รุ่นต่อๆไป ต่างคน ต่างที่มา
ต่างคน ตามหาสิ่งใหม่ ต่างคน ต่างความเข้าใจ ต่างไป ตามความต้องการ มาวันนั้น ...ถึงวันนั้น ที่ที่เราได้มาพบกัน เธอกับฉัน ...พี่กับน้อง ปรองดองสมัครสมาน จับมือประสานกันไว้ ผูกใจยึดมั่นไปนาน ร่วมสรรค์สร้าง ความผูกพันตลอดไป March 24 ปลูกต้นคิด(ส์)ครั้งที่ 6ก็อยากมาเล่าให้คนอื่นฟังในประสบการณ์ของตัวเองบ้าง มันก็เป็นกิจกรรมค่ายดีๆอีกครั้งที่ได้ไป อยากจะเท้าความว่าทำไมถึงมีความคิดที่อยากจะไปปลูกต้นคิด(ส์) ก็คงเป็นเพราะพี่ปีสี่ หรือ พี่ปีสามในตอนนั้น ที่มาแนะนำเรื่องกิจกรรมของภาคให้พวกเราฟัง หนึ่งในนั้นก็คือ ค่ายปลูกต้นคิด(ส์) ที่มีรูปพร้อมคำบรรยายขำๆ ก็เป็นจุดประการดีๆอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า นี่มันเป็นสิ่งที่เราอยากไปและอยากทำนะ ไม่สนใจหรอกว่าใครจะไปแต่ตัวเองอยากไป จนกระทั่งได้ไปเยี่ยมค่ายที่องสิต ค่ายครั้งที่ 4 แหละน่อ รู้สึกประทับใจในบรรยากาศดี ได้รับความสนิทสนมกับพวกพี่ๆมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย และปีหนึ่งก็ไปอยู่ไม่กี่คน ก็สนุกสนานดี ได้เที่ยว ได้กิน อยู่อย่างสบาย จนกระทั่งปลูกต้นคิด(ส์) ครั้งที่ 5 ก็ได้ไปออกค่ายสมใจหวัง แม้ไม่ได้ช่วยงานก่อนออกค่ายก็ตาม แต่ก็ช่วยงานตอนไปค่ายแหละน่า (สามารถอ่านรายละเอียดได้ในblogปีที่แล้ว)
มาวันที่ 12 ก็ขนของมาแต่ 9 โมง พะรุงพะรังตั้งแต่ออกจากหอ หนักโคด เพราะห่วงความปลอดภัยหลายๆอย่าง จึงต้องขนให้เหนื่อย ขึ้นวินแม่ง ไม่ไหวแระเด๋วตายก่อนไปค่าย ปีที่แล้วเดินไปปั้มปตท. เหนื่อยเจียนตาย ก็ไอ้ที่มาเช้าก็เพราะนัดกับตาตู่จามาลงวินโดวให้ นั่นแหละ กว่าจะได้ลง ก็รอพี่หมอมา ก็กว่าจะลงได้เสร็จทั้งสองเครื่องก็ปาไป บ่ายกว่า ช่วงบ่ายสามก็เริ่มทยอยขนของมาไว้ที่หน้าคณะ และก็ไปไหว้สามบูรพาจารย์ จนได้เวลา 5 โมงเกือบ 6 โมง รถก็มาถึง ก็ได้เวลาขนของขึ้นรถ ใช้เวลาในการขนขึ้นไม่ถึงสิบนาที ทำไปได้ ก็นั่งท้ายรถไปพร้อมกับไอ้เอก และไอ้ต้อม ไอ้เอกลังเลอยู่นานเรื่องทหาร และมันก็ตัดสินใจได้ว่าจะไปวันนี้ก็เลยโดดขึ้นรถมา ก็นั่งรถมาอย่างสบายใจว่า รถไพกว่าจะออก ก็ทุ่มครึ่ง นี่เพิ่ง 6 โมงกว่า ปรากฏว่า ไอ้ตอนที่รถมาถึงสถานนีรถไฟบางซื่อ รถไฟแม่งวิ่งมาถึงพร้อมกับรถพอดี แม่งขนของกันให้จ้าละหวั่นเลย มารู้ตอนหลังว่าจูนสามารถเรียนอะดีนาลีนเสมือนหนีไฟไหม้ได้ เพราะยกข้าวสารได้ ยอดมั่กๆ ของแม่งก็อยู่ไกล รถไฟเลยออกช้าไปประมาณ หลายนาทีอยู่ เมื่อได้ขึ้นรถมาตัวผมเองว่าต้องเจอปัญหาหนักๆอีกมากมาย บนรถไฟก็จัดระเบียบของ แนะนำตัว และก็หาที่นั่งเพื่อเล่นไพ่ และก็ได้นอนบนที่นั่งรถไฟในคืนนั้น นอนไปได้
จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำงาน ผมเองก็เตรียมกระดาษจับบัดดี้ในคืนนี้ เสร็จแล้วก็ไปที่ครัว ก็มาถึงมีงานให้ทำเลย คือปูเสื่อน้ำมันบนโต๊ะ ในตอนนั้นหลายๆคนที่เสร็จงานก็เริ่มลงไปเล่นน้ำที่ลำธารกันแล้ว ก็ปูโต๊ะจนเสร็จยกของขึ้นโต๊ะ จัดของนิดหน่อยก็ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว ก็เลยเตรียมของทำอาหารเที่ยงไว้ ซึ่งไอ้พรรณบอกว่าจะผัดมาม่า ก็เตรียมของไว้ในขณะที่ไอ้พรรณไปอาบน้ำ ก็นั่งชิวๆไปเรื่อย จนมันมา(นานมาก) ก็ได้เริ่มทำผัดมาม่า
วันที่ 14 มีนาคม 2550 วันเกิดครบ 20 ปีของผมเอง เช้าตื่นมา 7 โมงได้ มือถือปลุก ก็เริ่มตื่นกันไปทำธุระส่วนตัวและก็มากินข้าวช้าว เป็นข้าวต้ม เหมือนเดิม กินเสร็จก็ทาครีมกันแดด และก็แวะไปถ่ายรูปกิจกรรมของสันทนาการ และก็เริ่มช่วยงานก่อสร้างเสียที ถ้าจำไม่ผิดคือ ร่อนแยกทราย และก็เอาดินมาถมที่ให้ได้ระดับกับคาน และก็สามเกลอทุบดิน รดน้ำหน้าดิน ผูกตะแกรงไม้ไผ่ ส่วนช่วงบ่าย ผมกะไอ้ป้ำ ไปหลังสวนกับครูดา กับครูศักดิ์ชัย และลูกของครู ก็ไปกินข้าวเที่ยงข้างนอก ตรงที่เค้าไปรับอิฐบล๊อกแหละ และก็ไปถอนเงิน ซึ่งก็มีเรื่องวุ่นๆขึ้นมาเพราะถอนเงินต่างจังหวัดต่างสาขา นี่ต้องใช้หลักฐานแสดงตัวด้วย ซึ่งไอ้ป้ำไม่ได้เอาอะไรมาเลยนอกจากมือถือ ส่วนบอยอ่ะเหรอ ไม่ได้เอาไรมาเลย ตัวเปล่าเลยฮับ ก็เลยเสียเวลาไปกับธนาคารมาก แต่มันก็สุดวิสัยอ่ะนะ ผมเองยังไม่รู้เลยว่าต้องใช้อะไรบ้างเพราะตอนออกมาก็รีบๆ เพราะช่วยเค้าผูกตะแกรงอยู่ เสร็จจากธนาคารก็แวะไปธกส. และร้านขายกระเบื้อง กลับมาก็ซัก 4 โมงได้แระ กลับมาก็เห็นพักงานกันแระ ส่วนหนึ่งก็ไปเล่นน้ำ เท่าที่รู้คือ ไอ้หยก ไอ้บุ้ง ไอ้ปอย และไอ้พ้ง ไปต่อแพเล่น ไม่นานรถขนอิฐก็ไม่ก็ได้เวลาขนอิฐลงจากรถ หลักพันก้อนเลยก้อนนึงก็หลายโลอยู่ก็ขนลงที่ห้องสมุด และก็ขนลงที่หน้าโรงครัว ก็สามารถผ่านไปได้อย่างไม่ท้อแท้เพราะเสียงหัวเราะหล่ะมั้ง ที่ไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก (ชื่อคน)ขอสอง ขอติด ขอแน่ๆ ขอเน้นๆ ขอสี่ มากมายหลายแบบ เสร็จก็มืดแล้ว ก็กินข้าว และก็อาบน้ำที่ห้องอาบน้ำของผู้หญิง และ ประชุม และก็เริมข่าวลือวันแรก เรื่องประเภทเกย์มาแรง และคืนนี้พี่ตู่ก็จะมา ถึงประมาณ ตีสี่ ตอนแรกก็ว่าจะไปรับแก แต่ก็ไม่ไหวหว่ะ ขอนอนดีกว่า รู้แต่ว่าไอ้ป้ำกะไอ้เอกออกไปรับพี่ตู่ เหอๆ
วันที่ 22 มีนาคม 2550 ตื่นอีกทีก็สิบโมงกว่า บางส่วนก็ยังพึ่งตื่นก็เดินออกมากินฟรายไปนิดนึงก็เดินตามหากระเป๋ากล้องนานสองนานจนเจอว่าวางอยู่บนโต๊ะ และก็อู้งานตอนเช้า ก็มาเก็บกระเป๋าตัวเองหน่ะแหละ เก็บเสร็จก็กลิ้งไปกลิ้งมาในห้อง รอตอนบ่ายที่จะปลูกต้นนทรี ก็ถึงเวลาก็ได้เวลาไปรวมตัวเพื่อเตรียมแพ็คของทั้งหมดกลับไปรวมตัวกันที่ห้องประชุมก็ได้ช่วยแบกหนังสือไปไว้ห้องสมุด อย่างน้อยวันนี้กุก็มีประโยชน์บ้างวะ เสร็จก็เรียกให้มาเอาของที่ตกค้าตามราว และก็ไปปลุกต้นนทรี และถ่ายรูปรวม จากนั้นก็เป็นเวลาที่ต้องเดินทางกลับ ก็ขึ้นรถกระบะกลับไปที่หลังสวนรอรถไฟที่จะมาถึงในเวลา 18.30 น.ก็เลยไปแวะตลาดซื้อของฝากและกินข้าวเย็นกัน กลับมาถึงรออีกซักพักรถไฟก็มา ก็ถึงเวลาจากลา ขนของขึ้นรถไฟ ไม่ฉุกละหุเหมือนตอนมา แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่มาไล่คนออกจากโบกี้ แล้วก็โบกมือลา ครู ชาวบ้าน และน้องๆที่มาส่ง รถไฟก็เริ่มออกเดินทาง ในใจก็รู้สึกว่าเวลามันช่างผ่านไปเร็วเสียจริงเหมือนมาอยู่แค่ไม่กี่วันนี่ปาไปเป็นสิบวันแล้วเหรอ ยังรู้สึกเหมือนทำงานไม่เสร็จเลย อืม แต่ได้กลับก็ดีใจแล้วหล่ะ บนรถไฟก็เฉลยบัดดี้ ซึ้งบัดดี้บอยคือไอ้เอก ส่วนคนเทคคือไอ้กรุ๊ป แม่งเกินคาด ก็เวลาส่วนใหญ่ก็จะวุ่นกับการเขียนสมุดกระจกที่สัญญากับตัวเองว่าจะเขียนให้ครบทุกคนในที่สุดก็ทำได้ ครบหมด และก็ไปหาที่นอน นอนจนมาถึงนครปฐมแล้วถึงเริ่มรู้สึกตัวตื่น
ทิ้งท้ายค่ายปีนี้หลังจากผ่านมาหนึ่งเดือน คำพูดยอดฮิต "วันนี้ๆ" "พ้ง" "อู้รุ่น" < สรุปได้ว่า วันนี้พ้งอู้รุ่น ในความคิดเห็นส่วนตัว คำพวกนี้ได้ยินบ่อยมากมาย บ่อยได้อีก "รถไฟไทย" อย่าไว้ใจว่ารถไฟจะมาช้า มันอาจมาตรงเวลาและตกรางเมื่อไหร่ก็ได้ "พะโต๊ะดริฟท์" ลักษณะอันน่าเกรงกลัวของคนขับรถสิบล้อ ที่ไม่อยากจะเบรกรถ ในเวลาลงเข้า และเข้าโค้ง "ผัดมาม่าสี่สหาย" อาหารที่อร่อยสู้น้ำเปล่าสองแก้วไม่ได้ "นายอำเภอ" ผู้ที่ทำให้รู้ว่าจบไปไม่มีงานทำ "บัดดี้" ใครไม่รู้ มันคือเพื่อน พี่ น้อง กูเอง ที่เทคกันลับๆ และอาจโดนด่าว่าโง่ในภายหลังที่จำใส่สมองพร้อมความรักและมิตรภาพ "เครื่องบินไอ่พ่น" ลักษณะของพวกหลับสนิท แต่สามารถทำความรบกวนแก่ชาวบ้านได้ "วันนี้ๆ" สื่อถึงความร้อนของ อยากได้อย่างเร่งด่วน ทันทีทันใด หากต้องการให้เร็วขึ้น ต้องย้ำด้วยการพูดเสียงดัง และ พูดบ่อยๆ "ไซด์ก่อสร้าง" สิ่งปลูกสร้างกลางแดดกลางฝนที่เราทุกคนช่วยกันทำ "สนามบอล" ได้แต่เห็นไม่ค่อยมีโอกาสให้เล่น ซักที "ลำธาร" แหล่งชะล้างสิ่งสกปรก และเหมือนจุดผ่อนคลายความเหนื่อยล้าในแต่ละวัน "แพ" การนำไม้ไผ่มาเรียงต่อกันให้เป็นแพแล้วเกาะแพไปซักพัก แล้วจึงดึงแพขึ้นมาต้นน้ำใหม่ อาจถูกไม้ไผ่หนีบอวัยวะสำคัญได้ "เกย์" คำที่บ่งบอก ว่าชอบพวกเดียวกัน แม้ว่าจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม มีทุกวันและมักเล่นกับคู่และคนเดิมๆ "อู้รุ่น" หมายถึงลักษณะของการยืนเฉยๆนิ่งดูดาย หรือหลบลี้หนีหน้าไปจากไซด์ก่อสร้าง ทำบ่อยจนอาจติดเป็นนิสัย มักทำในแต่ละรุ่น จนสังเกตเห็นได้ชัด "พ้ง" คำหยาบคายชนิดหนึ่ง แทนมาจากคำว่า เ_ย และ ก_ _ง ปัจจุบันยังพอมีใช้ในบางโอกาส หากต้องการเรียกอย่างสุภาพ กรุณาใช้คำว่า "วิภวพงษ์" "คนแมวบิน" ลักษณะหลังจากไอ้เอกได้รับยา เพิ่มความบ้าคลั่งเป็นสองเท่า หลังจากช่วงพัฒนาที่ไล่เอากระดาษกาวแปะหัว เนื่องจากไม่สามารถทนเพื่อนๆล้อเรื่องความรักได้ "สิ่งประดิษฐ์" สิ่งที่สร้างค่ายให้เจริญ จากฝีมือไอ้ยุ่น "เหวิวเค่อวเวิว" (ว.ค.ว.) กลุ่มปฏิวัติที่มีขวดโออิชิเป็นหัวหน้ากลุ่ม และหัวหน้ากลุ่มก็เปลี่ยนเป็นสิ่งของอื่นๆบ๊อยบ่อย รวมถึงมีการเฉือดไก่ให้ลิงดูด้วย "อโยธยา" ราชธานีแห่งกรุงศรีอยุธยา ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของคณะปฏิวัติ และยังไม่ช่วยเมืองลูกหลวงด้วย ทั้งที่มีอาวุธเต็มอัตราศึก "พระพิษณุโลก" เมืองลูกหลวง ที่ถูกตีพ่ายย่อยยับเพราะการไปเข้าห้องน้ำ และการใช้ตัวประกันที่ผิดพลาด ซ้ำร้ายด้วยทรัพย์สินเสียหาย "การละเล่นพื้นบ้าน" ลักษณะการตีเมืองของคณะปฏิวัติ เสียงดังโครมครามจนชาวบ้านแตกตื่น "บ่อน้ำร้อน" แช่น้ำร้อนในฤดูร้อน ร้อนได้อีก "หมีแพนด้า" การแสดงที่ไม่น่ากระทำเป็นครั้งที่สอง อาจทำให้ฮาน้ำตาไหลแบบต่อเนื่อง "ผู้ใหญ่บ้าน" ไม่อาจเดาความคิดได้ ว่าด่าหรือชม "เปิดใจ" ลบกฏเกณฑ์ที่สามารถพูดได้ครั้งเดียวเป็นพูดได้สองครั้ง พร้อมสถิติคนน้อยแต่พูดนาน "โรงเรียนบ้านในหยาน" โรงเรียนที่ให้ความทรงจำดีๆ และเป็นที่พักพิงตลอดสิบวัน ส่วนตัวผู้เขียนอยากขอบคุณเพื่อนๆ น้องๆ และพี่ๆ ที่มาค่ายในครั้งนี้ ทุกอย่างจริงๆ ทำให้ค่ายครั้งนี้สามารถเติมความทรงจำดีๆให้ผมได้อีกปีนึง และขอโทษหากไปทำให้ผิดใจกัน (ถ้ามี) และยังอยากมีค่ายปลูกต้นคิด(ส์) ต่อไปอีกน๊านนานอยากบอกว่าครั้งนี้มัน ระดับโลก!!! จริงๆ December 06 ช่างผ่านไปเร็วเสียจริง
เฮ้อ ไม่ได้มาอัพเสปซตั้งกะเดือนนึงแระ รู้สึกว่าเวลาที่ใช้อยู่ในแต่ละวันช่างผ่านไปเร็วเสียจริง เทอมนี้ต้องตั้งใจเฟ้ยย
ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจถึง 2 เหตุการณ์ด้วยกัน
คือ 1 การSurvey(สำรวจ)มหาวิทยาลัยที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่
และ 2 ไปค่ายพัฒนาบุคคลิกภาพและจริยธรรม ถูกเป่าหว่า ไม่ถูกก็ขออำภัยด้วยละกัน ปู่แก่แล้ว - - ซึ่งเป็นกิจกกรมที่คณะหาหน่วยกิจกรรมมาให้
เริ่มด้วยสรุปเหตุการณ์ไป Survey ซะหน่อย
ก็เริ่มด้วยการที่ปล่อยให้กลุ่ม เฟม+เน ซึ่งเป็นกลุ่มแรกไปลุยกรุยทางให้แล้ว ข้าน้อยจึงเริ่มคิดทำงานบ้าง
โดยได้นัดกับนายธีร(เอก)ไว้ว่าจะไปถ่ายรูปทำงานพร้อมกัน โดยนัดมาเจอกันเวลา 9 นาฬิกา หรือ 3 โมงเช้านั่นเอง
โดยมีสมาชิกดังนี้ ไอ้เอก ไอ้แบงค์ ไอ้ศักดิ์ ไอ้เอก(เอกชัย) ไอ้บอย(ข้าพเจ้า) และสาวน้อยอีกนึงคน นั่นคือเจ๊แอมป์
พร้อมด้วยพาหนะ ก็คือ จักรยาน ซึ่งมีอยู่ 3 คัน ของไอ้เอก ไอ้แบงค์ และเจ๊แอมป์ แต่คันไอ้เอกเป็นรถส่วนบุคคล ไม่มีใครกล้าซ้อน
เป็นอันว่าต้องหาจักรยานอีกคัน ไอ้เอกเลยบอกว่า เอามาอีกคันนึงแต่อยู่ที่ไปรษณีย์(ที่ทำงานพ่อมาน) เลยตกลงว่าต้องไปเอา
ก็เลยนั่งซ้อนท้ายจักรยานไอ้แบงค์ไป ไอ้เอกขี่คนเดียว(เอาเปรียบอย่างยิ่ง) ก็ทรมาณเหลือหลาย เพราะจักรยานไอ้แบงค์ไม่มีเบาะหลัง มันเป็นเพียงตะแกรงไว้ย่างปลา
เลยต้องทรมาณจนถึง ด้วยคาดหวังไว้ว่าจะได้จักรยานที่ดีมาไว้ขี่ซักคัน เมื่อมาถึงไปรษณีย์ ไอ้เอกก็ลากจักรยานลงจากรถตู้ และสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจก็คือ จักรยานที่ไม่มีเบาะ
เบาะหน้าหายก๊าบบบบ อานไม่มีมีแต่เบาะหลัง - - เหอๆ ด้วยการทรมาณจากจักรยานไอ้แบงค์แล้วจึงทำให้ต้องทำใจปั่นจักรยาน ที่คิดชื่อมันให้ตอนหลังด้วยตัวป๋มเองว่า
"จักรยานหลังอาน"
เมื่อได้จักรยานก็ปั่นกลับไปคณะ ด้วยระยะทางไปกลับกินเวาลาประมาณ 20 นาที เล่นเอาเหงื่อตกเลยทีเดียวสำหรับการปั่นจักรยานในรอบหลายเดือน ปั่นแต่จักรยานที่ฟิตเนสอ่า เหอๆ
ก็เริ่มSurveyกันโดยไม่มีการวางแผนปั่นตามใจ โดยมีผู้นำคือ นายธีร ที่เคยมาสำรวจแล้ว ก็เริ่มที่ทางแยก เลียบคลองบางเขน หลังประมงใหม่ ก็มาถ่ายรูปและหาจุดที่สามารถลอดเข้ามหาลัย(คณะประมง)ก็มีนั่นแหละก็มีอาสาสมัครโดยไม่บอกกล่าวว่าแล้วก็ลงไปมุดลอดรั้วไป เหอๆนั้นคือไอ้เอก(เอกชัย) หลังจากนั้นก็ปั่นเลียบกับถนนวิภาวดีเลี้ยวซ้ายเข้าถนนงามวงศ์วาน มาที่ประตูงาม2 และหยุดพักจากนั้น ก็ปั่นไปถ่ายยังที่ต่างๆ ขี้เกจพล่ามแล้ว เด๋วไปดูรูปละกัน เหอๆจะอัพให้ในเร็ววัน เอาตรงไคลแมกซ์ เลย ปั่นมาถึงชุมชนโรงสูบ ด้วยใจที่คาดหวังว่าชาวบ้านจะมีน้ำจิตน้ำใจให้ข้อมูล เมื่อมาหยุดถ่ายรูปนะแยกชุมชนโรงสูบก็โดนเจ๊คนแรกใส่เลย ใส่กะผมนี่แหละ เจ๊ "อะไรเนี่ย จะมาไล่ที่กันอีกแล้วเหรอ และบ่นต่อ..." ผมก็เลยตอบไปว่า มาทำงานคับ มาสำรวจมหาวิทยาลัยเฉยๆ ไม่ได้มาไล่ที่ เหอๆ" ก็เลยหงุดหงิด รีบๆปั่นไป มารู้ที่หลังว่าป้าแกตะโกนถ้าขอเบอร์เอาไปให้ลูกสาวป้า - - กุหละงงจริงๆ ก็ปั่นทะลุชุมชนโงสูบเป็นคลังแรกที่ได้ขี่ในชุมชนที่ใกล้เคียงสลัม หลายๆคนอาจไม่รู้จักชุมชนโรงสูบนะฮะ ก็ในชุมชนมีหลายอย่าง อาทิ ร้านชำ ร้านตัดผม สนามมวย และโรงลิเก เป็นต้น บ้านเลขที่เป็นที่น่าฉงนสงสัยมากว่าเท่ที่มองเห็นด้วยตามันเป็นที่อยู่มหาลัย 50/เลขที่บ้านในชุมชน ก็ปาไปเลข 700 กว่า เป็นตัวเลขชุมชนแอดอัดจริง ในพื้นที่เล็กๆเช่นนี้ และก็ขาปั่นออกจากชุมชน ก็มีคุณยายถามอีก ว่าประมาณมาทำอะไร มาจากคณะไหน เหอๆ ประมาณนั้น ก็เป็นอันว่าผมก็ตอบไปตามระเบียบ รูปเลยไม่ค่อยได้ถ่ายเลย เพราะกลัวมีชาวบ้านมายำ และไม่ได้ออกมาจากโรงสูบอีก ก็ออกมาสำรวจต่อกับโรงยิมใหม่ของมหาลัยเรา กำลังสร้างแหละ รู้ไว้ซะ แถวโรงสูบแหละ ก็สำรวจชุมชนพหลโยธิน45 ต่างกับชุมชนโรงสูบลิบลับ ที่นี่เป็นอาคารปลูกสร้างถาวร บ้านเดี่ยว และ แฟลต ซึ่งต่างกันอย่างเหนได้ชัด และไปสำรวจบริเวณบ้านพักอาจารย์และข้าราชการ ก็มีที่น่าสนใจเช่นบ้านอาจารย์โครตเก่า ซ่มซ่อมาก แต่มีรถยนต์สองคัน และติดยูบีซี เหอๆ รวมไปถึงหอพักอาจารย์ชายโสด ชื่อแนวมาก จากนั้นไอ้เอก(ธีร)ก็ขอตัวกลับเนื่องจากติดงาน(ไปขายปืน) เลยตัดสินใจพัก เพราะแดดร้อนมาก และหิวข้าวก็ปั่นมากินข้าวที่บาร์ใหม่ และคุยเรื่องการเมือง 1 ชั่วโมงเต็ม จึงได้ฤกษ์ทำงานต่อ ก็ตัดสินใจไปยังที่ๆยังไม่เคยไปก็พวกประมงใหม่ เหอๆก็เจอก่ากลุ่มไอ้ป้ำที่ไฟรนก้นต้องรีบมาทำงาน เหอๆ ช่วงดึกก็นัดมาทำงานต่อมาดูในอันตรายช่วงกลางคืน นัดมา 4 ทุ่ม งานเสร็จปาไปเกือบตีหนึ่ง ไปประมงโดนหมาไล่กวดอีก เซงฉิบ หมาเยอะฉิบผง กลับมาถึงเอารูปมาลงและนอนตายในทันที ส่วนช่วงวันสำรวจวันที่สองก็ไปทำช่วงกลางคืน คราวนี้ค่อยFull teamหน่อยขาดเฟิร์นคนเดวที่บ้านไกลก็มะเปนราย เหอๆ ไปเปนปาปารัสซี่ แอบถ่ายชาวบ้านชาวช่องจู๋จี๋กัน เหอๆ
และช่วงวันที่สามก็มาช่วงหัวค่ำเพราะได้คุยกับ รปภ. และ ยาม (ยามค่ำก็นอน) ก็รู้มาว่ามักเป็นโรงแรมให้คนมาทำอะไรกัน เหอๆ ก็ดันมาวันที่มีงาน ก็เลยไม่ได้ความไป ได้คุยก่ายามอย่างเดียว
พล่ามซะนาน ก็คงไม่ใช่ที่บอกสรุปอย่างข้างต้นแระ เป็นพวกพูดมากไปเลยซะงั้น - -
------------------------------------------------------------------------------
มาเข้าเรื่องที่สองกันเลยดีกว่าสำหรับค่ายของคณะ ไปกันสามวันสองคืน
ไม่ได้คาดหมายถึงความสนุกอะไรมากนักเพราะเหมือนเพื่อนลากไป แต่ก็ยังเอาไพ่ติดตัวไปแหละก็เก็บของตั้งกะก่อนวันจะไปแระ วันพฤหัสอะแหละ ไม่ค่อยอยากไปเพราะร่างกายไม่พร้อมด้วย เหงือกมันบวมอ่าร้อนใน มานเลยปวดเส้นประสาทลามไปถึงสมอง เหอๆเล่นเอาปวดหัวเป็นระยะเหมือนกัน ก็ช่วงเช้าก็ทรมาณตัวเองด้วยการตื่นจากที่นอนและไปมหาลัย ก็มาถึงเช้าเหมือนเดิม เดินสูดอากาศยามเช้าจนถึงคณะ รอขึ้นรถ ในใจคิดว่าคงต้องเป็นรถทัวร์ติดแอร์แน่เพราะจ่ายหลายตัง ปรากฏเป็นรถเมล์+ตะลัยฮะ เยี่ยมจริงๆคณะกุ ก็ขึ้นไปจับจองที่นั่งซึ่งแน่นอนว่าตั้องเป็นท้ายรถ ก็รอคน ไอ้แบงค์ที่นั่งอยู่ข้างหลัง เกิดปวดขี้ - - มันเลยถามว่าห้องน้ำที่อาคารจักรเปิดเป่า ก็เลยบอกมันไปว่าไปเข้าศร.ไม่ก็คณะดีกว่าม๊าง มันก็เลยรีบวิ่งไป จนได้เวลารถออกมันก็ยังไม่มา รออยู่คนเดว จนรถคันอื่นนี่เริ่มทยอยออกไปแล้ว เหอๆ จนต้องไปตาม เหอๆ ตอนนั่งรถก็ไม่มีไรมากท้ายรถคุย หน้าๆหลับ ผมก็อยากหลับแต่กลัวอันตรายจากการกระทำในยามวิกาล ก็มาถึงเกษตรกำแพงแสนประมาณ 10 โมงกว่า ก็มาอยู่ที่สวนปาล์ม มีการรวบรวมพันธุ์ปาล์มไว้อย่างมากมาย ก็เอากระเป๋าไปไว้ในห้องพักกระเป๋า และเข้าห้องประชุมเพื่อฟังชี้แจงและทำกิจกรรมละลายพฤติกรรมแหละน่อ เหอๆ ก็เสร็จแล้วก่อนกินข้าวก็ปล่อยให้ไปเอากระเป๋าเพื่อนำไปเก็บที่ห้องก็กรุ๊ปที่ได้ก็ห้องนึง 12 คนรัดสาด 9 นิติ 3 เหอๆรัดสาดปกล้วน ก็มี ไอ้เอก (เอกชัย) ไอ้เอก(ธีระ) ไอ้บอย ไอ้แบงค์ ไอ้โต๋ว ไอ้โอ ไอ้ศักดิ์ ไอ้ก้อง ไอ้ซัน นิติก็มี เอ แม๊ค บอมบ์ จากนั้นะมานั่งกินข้าวที่ห้องกินข้าว มื้อแรกไอ้แบงค์ซัดแหลก ต้องเติมกับและข้าวอย่างละสองสามครั้ง กินเสร็จมาเข้าฟังทำกิจกรรมต่อ มีพักเบรก และปล่อยตอน4 โมง ให้พักไอ้แบงค์ก็เข้าห้องน้ำ ที่เหลืออาบน้ำบ้าง ไอ้แบงค์เข้าห้องน้ำเพื่อไปขี้ จนได้ฉายาว่าแบงค์ระเบิดส้วม ด้วยที่มันเล่าให้ฟังเรื่องการไปขี่ที่การเข้าฝึก รด. ส่วนไอ้เอก(ธีร)ไปเล่นบาส ที่เหลือปิงปอง ไปยืมมาแถมยังทำลูกแตกอีก ตบกันซะลูกแตก - - เสร็จก็กินข้าวกินเป็นแร้งลง เติมแหลก และแดกหมดอย่างรวดเร็ว จากนั้นมาอาบน้ามและเข้าฟังและกิจกรรมช่วงกลางคืนหนุกดีเกมมันดี 555+ ก็ปล่อยก็มีสวดมนต์และปล่อยกลับห้องกลางคืนก็เปนอย่างที่คาดตีสลาฟยันเที่ยงคืน และเริ่มเข้านอนกัน แต่ก็เริ่มมีการทะเลาะเบาะแว้งขึ้นเรื่องการปิดไฟนอนกะเปิดไฟนอน บอยก็ว่าให้เปิดไฟไว้เพราะเด๋วมืดอันตรายๆคงลงจากเตียง (เตียงแบบสองชั้น) จะเหยียบพลาดตกลงมาหัวทิ่ม มันก็เลยสรุปว่าเปิดไฟนอน แต่หาได้หลับได้ดีไม่ ก็มีเหตุการณืที่น่ากลัวเกิดขึ้น นั่นคือ มีอะไรซักอย่างเดินไปเดินมาในห้อง เดินไปตามหัวเตียงขอบเตียงทุกเตียงและจ้องมองหน้าทุกคน และยังเข้าออก เสียงเปิดปิดประตูตลอดเวลา จนในตอนเช้าทุกคนต้องมาพูดกันเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และจับผีตัวนั้นได้ นั่นคือ ไอ้โอ ที่ทำตัวเป็นยามไม่ยอมหลับยอมนอน เพราะกลัวเตียงที่สั่นไปสั่นมาเนื่องด้วยไอ้ศักดิ์นอนขยับตัวไปมา และเดินเข้าออกห้องน้ำบ่อย และกลัวผี เลยไม่ยอมนอน ไม่เข้าใจมานจริงๆเล้ย คนอื่นเค้าหลับหมดตื่นอยู่คนเดียวเดินเข้าๆออกๆไม่ยักจะกลัวผีแหะ ช่วงเช้าก็มีออกกำลังกายต้องตื่นแต่เช้า ก็เลยได้มาสูดอากาศยามเช้ากันทุกคน จากนั้นก็ไปอาบน้ามและหินอาหารเช้า ซึ่งเป็นข้าวต้ม และ ปาท่องโก๋ ขนมปัง +กาแฟ โอวันติน อืม ไม่ได้กินอาหารเช้าแบบนี้นานมากแระ ดีหน่อย จากนั้นเข้าเล่นเกมตามฐาน 5 ฐานหมั่ง เหอๆหนุกดี บางฐานก็อ่านะให้คิดอะไรซะลึกซึ้งเหลือเกินเหอๆ ใครจะคิดอออกฟะ เที่ยงกินข้าว แดกแหลก ช่วงบ่ายก็กิจกรรม+ฟังต่อจนเย็นก็ปล่อยก็กะไปตีปิงปองแต่ลูกมันแตกเลยมาตีสลาฟแทนเช่นเดิม เย็นก็แดกแหลกเหมือนเดิม ช่วงกลางคืนก็สรุปพวกเกม และก็ชี้แจงกิจกรรมของอีกวัน และสวดมนต์ปล่อยกลับห้อง เด๋วมาต่อ - - มาถึงช่วงค่ำก็มีกิจกรรมใหม่เริ่มจากเพื่อนนิติของเรา ซึ่งไปฟังเรื่องผีๆมาตั้งกะเมื่อคืน ก็เลยนึกสนุกอยากฟังมั่งก็เลยให้เด็กนิติ คือ แม๊ค เล่าให้ฟัง ก็นั่งตรงเตียงที่ไอ้ซันนอน ส่วนไอ้โอ เป็นผีขอบเตียงตั้งกะเมื่อคืนเลยนอนตายที่เตียงไปแระ เหอๆ ก็นั่งฟังเรื่องมันหลายๆเรื่อง อ้อ ลืมบอกไปเลยไอ้เอก(ธีร) มันย้ายเตียงมันลงไปชั้นใต้ดิน เพราะมันว่าผมนอนดิ้นเตียงสั่นไปมา ก็เออ ตามบาย ช่วยมันยกฝูกลงมาปูให้มัน หลังจากที่ได้ฟังเรื่องผีซิสเตอร์ไอ้เอกก็ต้องเปลี่ยนใจไปนอนบนเตียงเหมือนเดิม ใครอยากรู้รายละเอียดเด๋วเล่าให้ฟัง เหอๆ พอตีหนึ่งมั้ง ก็เลยแยกย้ายกันเข้านอน แต่พอเค้าปิดไฟปั๊บ พี่ขอบเตียงก็ตื่นมาทันที และเริ่มก่อกวนสมาชิกห้องD10 ทันที เริ่มจากการเอาไฟฉายมาเปิดเล่น และเอาไฟส่องหน้าคนอื่น จนทำให้ไอ้ซันตื่น และโวยวาย เด๋วมาต่อ ไปนอน - -
November 05 ลอยกระทง 2549ปีนี้ลอยกระทงม่ายค่อยได้เจอเพื่อนซักเท่าไหร่เลย รู้สึกเจอน้อยกว่าปีที่แล้วเยอะ คนปีนี้ไม่เยอะเท่าปีที่แล้วอ่ะนะ เหอๆ ปีนี้เลยได้ไปลอยกระทงก่าโอ๋แค่สองคนเท่านั้น หวานๆกัน คิคิ October 29 หมดเวลา หลังจากผ่านช่วงกิจกรรมและการเรียนที่หนักหน่วง ช่วงปิดเทอมก็เป็นอีกเวลาหนึ่งที่ได้กลับบ้าน แต่ก็ยังไม่เว้นที่ต้องเจองาน คือได้ไปช่วยที่บ้านทาสีภายในบ้าน ทากันตั้ง 1 สัปดาห์แหนะหลายคนอาจคิดว่า ทาสีไม่ใช่งานที่หนัก บอยก็ว่างั้นถ้าเราได้ทาสีในครั้งแรก แต่นี่มันต้องซ่อมสีบ้านเก่าอ่ะดิทำให้เสียเวลาไปเยอะเลยทีเดียว ก็คงเหมือนกับการที่เราจะปลูกฝังสิ่งต่างๆให้กับเด็กซึ่งยังเป็นช่วงชีวิตใหม่เหมือนกับบ้านที่ผพึ่งฉาบปูน เราก็สามารถที่จะใส่อะไรลงไปก็ทำได้โดยง่าย มองในมุมกลับกันกับบ้านที่เคยทาสีไปแล้วสีที่มันไม่ดีก็ต้องขูดทิ้งแล้วต้องซ่อมโน่นซ่อมนี่ จึงจะใส่สิ่งใหม่ลงไปได้ยาก ก็เหมือนกับคนหัวโบราณคร่ำครึที่ไม่ยอมรับอะไรต่อมิอะไรโดยง่าย ต้องเปลี่ยนไปถึงสิ่งที่เค้ายึดมั่นเลยทีเดียวถึงจะยอมรับสิ่งใหม่ๆ คงเหมือนกับสำนวนไทยที่ว่า ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก้ดัดยากประมาณนั้นมั้ง 555+ พูดไปพูดมานอกเรื่องมาซะไกล จะว่าไปบอยก็ไม่ได้มาอัพสเปซตั้งนานเนอะ เหอๆแย่จริงเลย น่าสงสารเจ้าสเปซตัวนี้จัง ต่อไปนี้ก็จะพยายามมาอัพบ่อยๆละกันนะ แหะๆ อยากรู้จังว่าเพื่อนๆปิดเทอมทำไรกันมั่ง ก็เล่นกลับบ้านไปนี่ตกข่าวไปเยอะเรย แง้วๆ ปิดเทอมหมดแล้ว เวลาเรียนกลับมาหลายคนก็ว่าดีหลายคนก็ยังอยากหยุดก็ต่างจิตต่างใจกันไป บอยว่าเปิดเทอมก็ดีไปอย่างได้เจอเพื่อนๆสนุกสนานดี แต่ไม่ลำบากใจตอนสอบนี่แหละน้อ จะว่าไปเทอมที่ผ่านมาเกรดก็แย่จังฮะ เหอๆ ต้องปรับตัวใหม่ซะแล้ว เทอมนี้ก็คงชิวเรียนแค่ห้าตัวเอง เดิมทีจะลงสี่ตัว แต่โดนเพื่อนๆลากให้ไปเรียนกะพวกปีสาม เป็นวิชาในสาขากันเรยอ่า ก็อยากรู้จัว่าเวลาเรียนจะเป็นยังไง เฮ้อ พรุ่งนี้เปิดเทอมแล้ว เร็วจังเลย เทอมนี้ก็ขอให้ทุกคนสู้ๆละกัน ไม่มีรายจะพูดแระ เหอๆ ปายแระ บั๊บบายงับ July 14 ความหมายเราอาจจะหาความหมายของทุกสิ่งมาตลอดชีวิต
แล้ววันหนึ่งเราก็พบว่า เพียงแค่มีบางสิ่ง ชีวิตก็มีความหมายแล้ว มนุษย์เกิดขึ้นมาท่ามกลางความโดดเดี่ยว พร้อมด้วยหัวใจคนละ 1 ดวง เมื่อ มนุษย์ 2 คนมาพบกัน เราจึงเรียนรู้ว่า 1 + 1 อาจจะยัง คงเท่ากับ 1 แต่ความโดดเดี่ยวนั้นหายไป ที่ เล็กๆ ขนาดไม่ใหญ่โตไปกว่ากำปั้น ที่ทำให้เราอยู่รวมกันบนโลกใบนี้อวัยวะที่สะกดด้วยอักษรง่ายๆ ใช้ แทนคำว่า "รัก" ได้เป็นอย่างดี ความรัก ที่ประทับใจขอเก็บไว้ในใจแล้วอมยิ้มนะ ความรัก ที่ไม่ประทับใจขอเก็บไว้เป็นประสบการณ์ ความรัก ที่ทำเพื่อผู้อื่นเป็นความภูมิใจแบบเก็บไว้เอง ความรัก ที่ทำเพื่อตัวเองนั่นไม่เรียกว่ารัก ความรัก ที่คุณเจอในอดีตขอให้เป็นความทรงจำที่แสนดี ความรัก ที่คุณเจอในปัจจุบันขอให้สมหวังกันทุกคน ความรัก ที่คุณจะเจอ ในอนาคตให้อธิษฐานกันเอาเองนะ "ถ้าอ๊อกซิเจนทำชีวิตนี้ดำรงอยู่ได้ ความรักก็ทำให้การมีชีวิตนั้นมีความหมายมากยิ่งขึ้น" เคยมั้ยที่จะมี คุณเคยมีคนแบบนี้ที่ไม่ ใช่พ่อแม่พี่น้องหรือยัง? ตอบตัวเองให้ได้ว่าใคร เคยมั้ยที่จะมี...คนให้อภัยคุณทุกอย่าง เคยมั้ยที่จะมี...คนอยู่เคียงข้างคุณเวลาที่คุณเสียใจ เคยมั้ยที่จะมี...คนจดจำความเป็นคุณได้ทุกอย่าง เคยมั้ยที่จะมี...คนยอมเสียสิ่งที่รักเพื่อคุณ เคยมั้ยที่จะมี...คนเห็นคุณสำคัญกว่าเพื่อน เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณอยู่ด้วยเฉย ๆ แล้วมีความสุข เคยมั้ยที่จะมี...คนที่มั่นใจในคำว่ารักของคุณ เคยมั้ยที่จะมี...ไม่อายเมื่อเดินข้างคุณ แม้คุณหน้าตาไม่ดีก็ตาม เคยมั้ยที่จะมี...คนที่ทนคุณได้ไม่ว่า คุณจะด่า จะว่า เค้ ายังไง เคยมั้ยที่จะมี...คนรับได้ในสิ่งที่คุณเป็นไม่ว่าจะมีคนมาว่าร้ายคุณยังไง เคยมั้ยที่จะมี...คนที่เห็นความผิดของคุณเป็นเรื่องน่ารัก เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณอยากตื่นมาแล้วก็เจอกันสาส เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณคิดถึงเค้า แม้ว่าคุณไม่เหงาก็ตาม เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณคิดถึงคนแรก เมื่อคุณทุกข์ใจ เคยมั้ยที่จะมี...คนที่คุณรู้ว่า เค้าช่วยให้คุณสบายใจได้ เคยมั้ยที่จะมี...คนแคร์คุณมากมาย ไม่ว่าคุณจะทำร้ายเค้า ยังไง เคยมั้ยที่จะมี...คนที่รับรู้ตัวตนที่แท้จริงของคุณ เคยมั้ยที่จะมี...คนที่ยังรักคุณแม้คุณไม่เห็นความสำคัญของเค้าเลย ถ้าคุณเคยมีเค้าคนนี้อยู่จริง คุณควรถนอมเค้าไว้ให้ดี ถ้าคุณสูญเสียเค้าไปคุณเองที่จะเป็นคนเสียใจ ความหมายของหัวใจ เราอาจจะหาความหมายของทุกสิ่งมาตลอดชีวิต แล้ววันหนึ่งเราก็พบว่า เพียงแค่มีบางสิ่ง ชีวิตก็มีความหมายแล้ว July 12 เพ้อ
แต่ก็ยังมีเพื่อนอยู่เสมอ
เพื่อนมีอยู่กับตัวเราเสมอ
เราก็อยากหาคนเข้าใจบ้าง
ทุกวันนี้เข้าใจแล้ว
ให้เวลากับคนอื่นน้อยลง
ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขจริงๆ มีเรื่องให้ฟังได้ทุกวัน ขำๆอ่า ฟังเรื่องของหลายๆคน ในหลายๆมุม ปัญหาของแต่ละคน ช่วงนี้ก็มีเรื่องอะไรให้คิด และก็มีงาน การบ้าน ซะล้นมือ กิจกรรมก็แยะ แต่ก็พยายามไปให้ได้หมดอ่า เคยคิดว่าตัวเองทำมากซะเกินไปด้วยซ้ำ แต่ว่าความคิดในใจคืออยากจะช่วยเพื่อน อ่ะ เพื่อนไม่ได้ทำเราก็ทำแทนละกัน ถ้าไม่ได้ทำกันซะหมดงานก็คงไม่มีอ่ะ อยากให้มีกิจกรรมดีๆเหมือนปีก่อน
June 14 สิ่งใหม่ ชีวิตใหม่เปิดเทอมใหม่แล้ว
ใส่เสื้อผ้าใหม่แล้ว
เรียนวิชาใหม่แล้ว
มีหนังสือใหม่แล้ว
มีเพื่อนใหม่เพิ่มแล้ว
ระบบการเรียนแบบใหม่เริ่มแล้ว
มีน้องใหม่สิงห์32เข้ามาแล้ว
มีน้องรหัสหน้าใหม่
เริ่มกิจกรรมใหม่ๆ
วิถีชิวิตใหม่ๆ
การไปเที่ยวในที่ใหม่ๆ
และโน๊ตบุ๊คใหม่ๆที่เพิ่งถอย
ตั้งแต่เปิดเทอมมาก็เจออะไรใหม่ๆมากมาย
ชีวิตเต็มไปด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ การที่เราได้เจออะไรใหม่ๆ
ก็ถือว่าเป็นการท้าทาย ในสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน
กิจกรรมหนักๆก็ผ่านไป การเรียนหนักๆเข้ามาแทน
อาจารย์ในภาคที่เคยเห็นหน้ามาก่อน ก็ได้มาเรียน
อาจารย์ที่พี่เคยบอกว่าเป็นงี้เป็นงั้นก็ได้มาเจอของจริง
เทอมนี้ยอมรับว่าเรียนหนักจริงๆ เครียดบ่อยๆ ก็มันมีเรื่องให้คิดมากนี่นา
เรียนจีน เซคนึง 7 คนงี้ กดดันมากมาย เรียนกะอ.โกวิทย์ ก็อ่านะ อย่างที่คาดคิด
เด๋วถ้าเรียนกะอ.นวลจันทร์ เมื่อไหร่นะ แย่แน่เลย ขอให้เทอมนี้ผ่านไปได้ด้วยดีเหอะ
น้องรหัสตัวเองก็ยังไม่เจอ แย่ชะมัด เบอร์โทรก็ไม่ให้ แง่ง เด๋วตัดสายรหัสเลย
ผมมีงานเยอะนะค๊าบ ไม่ค่อยได้โทรหาใคร จะมีโทรหาก็คนเดียวหน่ะแหละ
ช่วงนี้ก็เที่ยวบ่อย ไปไหนมาไหนเรื่อยๆ วันหยุดก็ต้องออกนอกห้อง
อยู่ในห้องก็อยู่หน้าคอม หน้าการบ้าน คัดจีน ทำอิ๊ง เขียนหลายๆอย่าง
ทำงานในภาค และอื่นๆ ไม่ค่อยมีเวลาอย่างอื่นเลย ผ้าก็ไม่ค่อยมีเวลาไปซัก ปัจจุบันซักเครื่องแทนมือ
รีดผ้าก็ยังไม่ได้รีด หาเวลาไปทำความสะอาดห้องตัวเองซะเกือบหมด เห้อ เหนื่อย
แต่ก็ดีมีคนมาให้กำลังใจเสมอๆ อยากกลับบ้านจางเยย อยากไปเที่ยวทะเล
ในใจก็ได้แต่คิดงั้น แต่ทุกวันๆก็มีความสุขแล้ว แม้จะกลับหอค่ำทุกวัน ก็เพราะได้สนิทกะพี่ๆเพื่อนๆมากขึ้น
รู้อะไรในภาคเยอะแยะ มีอะไรสนุกๆให้ทำ ชีวิตมหาลัยเปิดกว้างเสียจริง
ชอบนะที่ได้อยู่ที่กะเสด รักนะที่ได้อยู่ในภาครัดสาด
ขอให้สิ่งใหม่ ชิวิตใหม่นี้ มีความสุข ขออุทิศเวลาตัวเองเพื่อคนอื่น และให้คนสำคัญ
สุดท้ายถึงน้องปีหนึ่ง และ คนดูดรูปทั้งหลาย รูปก็เชิญดูดดันตามสบายนะงับ
น้องปีหนึ่งเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ การเรียนเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน สังคมคือการอยู่ร่วมกัน
เราอยู่ร่วมกันน้องพี่ เพื่อนพ้อง การปรับตัวเข้าหากันเป็นสิ่งดี กะเสดมีสิ่งนี้ เราจึงรักกัน
ถึงน้องรหัส น้องเบส JA น้องนพพร(ชื่อเล่นจำไม่ได้แย้ว) Pub-Ad น้องเทค น้องพลอย ปกครอง
มาเอาหนังสือจากพี่ด้วยคร๊าบ พี่รหัสคนนี้จาพาน้องไปเลี้ยงรหัสด้วย ถ้าน้องเทคไม่มีพี่พาไปเลี้ยง
ไปกินพร้อมพี่ก็ได้นะ หนังสือถ้าไม่มีอีก คงต้องหารสาม แน่ ด้วยความคิดถึงอยากเจอหน้าน้องทุกคน
May 29 งานสัมภาษณ์+รับน้องเนื่องด้วยเป็นเหตุการณ์สำคัญของปีสองที่ควรจดจำขณะอยู่ในรั้วของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ช่วงปลายเดือนนรก
เริ่มด้วย
วันนี้ไอ้ต้อมจามานอนค้างที่หอ ก็ตื่นมาตอนประมาณ 9 โมงได้ ดันตื่นเร็ว ตื่นมาก็อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัวแล้วก็ออกไปมหาลัย ด้วยความเดิมที่เมื่อคืนมีน้องโทรมาให้ช่วยพาไปสมัครรัดสาดภาคเป ก็เลยต้องมาอยู่แล้ว มาถึงมหาลัยตอน 11 โมง ก็โทรไปตามโอ๋ว่าจะไปดูหนังรึเปล่า เพราะเปนโปรแกรมหลักที่กะจะทำในวันนี้ ก็อ่ะนะยังไม่แน่ใจกันเรยเพราะเป้cancelไปแล้วเลยโทรไปหาเอกว่าจะไปเป่า ก็สรุปว่าไม่ไป เออ ง่ายเนอะ ก็รอที่มหาลัยซักพักน้องก็โทรมา ให้ไปรับที่ประตูหน้าปั้มCaltexก็นึกเลยว่าเป็นงาม 2 แน่ ก็เลยฝากกระเป๋าแล้วเดินจ้ำๆไป เดินนานพอควร ก็มาถึงงาม 2 น้องก็ยืนรอกันแร้วก็ทักทายแล้วก็คุยสัพเพเหระ น้องมากันกับเพื่อนอีกคน น้องที่โทรมาหาคือน้องจิ๊บ และอีกคนคือน้องแอร์ อืม ก็พาเดินมาถึงคณะแล้วก็บอกจุดสมัครให้แล้วก็แยกไปรับงานจากพี่แอมแล้วก็คุยก่าพี่ๆอืม จนน้องเค้าสมัครเสร็จเลยพาไปกินข้าวที่บาร์ใหม่ ก็ไปเจอโอ๋ซะงั้น ทั้งๆที่บอกจาไม่มามหาลัยเหอๆ หลอกกันซะงั้น ก็เลยดึงมากินข้าวพร้อมน้องๆ น้องเค้าก็จาไปที่ม.กรุงเทพ ที่กล้วยน้ำไทย ก็เลยแนะนำเส้นทางไปแล้วพาไปส่งที่ป้ายรถเมล์หน้ามหาลัย จากนั้นก็เลยโทรหาโอ๋อีกทีว่าอยู่ไหน เหนบอกว่าไปดูเกรดว่าออกยังเหนจาได้ ก็เลยเดินกลับไปที่คณะ แล้วโอ๋ก็ชวนให้ไปถ่ายรูปในมหาลัย ก็เลย เออๆ ไปก็ไป เพราะจาเอามาลงเว็บสิงห์อยู่แระ ก็ถ่ายตั้งแต่คณะ มาเรื่อย เจอไอ้หยกบนตะลัย มันตะโกนทักมา ก็เหอๆ ยังไม่อารายมาก ไปจนถึงเสดสาดแระ เจอพี่หมอกับก๊วนแก๊ง อีก เง้ออารายจาขนาดน๊านค๊าบบบบ เจอกันแบบนี้บ่อยๆผมก็แย่สิ เข้าใจกันไปต่างๆนานา เลยเดินไปพักเหนื่อยหน้า KU BOOK จากนั้นก็เลยชวนกันมาที่ศูนย์ไอที แล้วก็นั่งเล่นคอมกันเรื่อยเปื่อยจนถึงเกือบเย็น โทรไปหาไอ้ต้อมเช๊คว่ามันทำงานถึงไหนแล้ว มานก็บอกว่าให้กลับไปรอที่หอก่อนก็ได้ เลย เออๆ จิงๆจามาช่วยทำคัท อย่างน้อยแวะไปหามันก็ยังดี ก็ไปช่วยทำนิดหน่อยถึงหัวค่ำ ก็ฝนตก ฝนหยุดตกก็พากันออกมากินข้าวที่ครัวริมทางหน้าประตูงาม1 กินกันเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ ก่อนกลับก็ต้องไปยืนส่งโอ๋ บอยกลับหอพร้อมไอ้ต้อม ที่มานจะมาค้างเพราะพรุ่งนี้ต้องไปถึงมหาลัยแต่เช้า ที่ห้องอากาศร้อนมาก ไอ้ต้อมง่วงจัด เลยไม่ได้เล่นเอ็ม ช่วงกลางคืนก็เลยรู้จักน้องปี1 มาสองคน คือน้องโอ๋ กะน้องอ๊อดหัวทอง(ซิ่ว) ก็นอนตี2มั้ง ดูทีวีไปด้วย
ตื่นมาแต่ 6 โมงเช้า ง่วงมากกก ไม่มีคนตื่นมากดปิดนาฬิกาปลุกซักกาคน ไปมหาลัยพร้อมไอ้ต้อมตั้งแต่ 7 โมงเช้า มาเตรียยมงานรับสัมภาษณ์น้องปี1 งานยุ่งวุ่นวายตั้งแต่เช้าจนเที่ยง พวกเราทำงานกันอย่างแข็งขัน ช่วงเช้าก็เกิดมีปัญหาการลงทะเบียนอีกเล่นเอาเกือบแย่เลยทีเดียวเพราะรอบบอย บอยลงได้แค่ 2 ตัว หลายคนก็แย่มาก ไอ้ธนาคารแม่งแย่มาก ส่งชื่อerrorหาว่าไม่ได้จ่ายตังซะงั้นไปลงทะเบียนที่คอมบาสกะโอ๋มาตั้งแต่ 10 -11 โมง น่าเบื่อมาก ช่วงบ่ายก็เตรียมงานจัดซุ้มกันเสร็จก็ปาไป 2 ทุ่ม(ยังเหลือส่วนไม่เสร็จ)ไอ้ต้อมกลับมาหลังจากบอยถึงหอได้ไม่นานนัก จากนั้นไอ้บาสก็กลับมา ด้วยสีหน้าสลึมหลือ แต่กว่าจะได้นอนกันก็ปาไปตีสอง
ตื่น 6 โมงเช้าอีกเช่นเคย วันนี้ออกไปกันเช้าหน่อยนัดไอ้เอกไว้แต่เมื่อวาน ว่าให้มาเช้าหน่อย มาช่วยกันจัดซุ้ม มาถึงก็เริ่มทำส่วนหลังคากันเลย ทำกัน 3 คนนั่นแหละ เพราะเช้ามากยังไม่ค่อยมีใครมา บอยชอบบรรยากาศตอนเช้าของที่มหาลัยมาก สดชื่นกลางกรุงมาก อากาศดี ก็มาช่วยกวาดลานคณะต่อ แล้วก็ไป7-11 ไปเจอพี่จุ้ยแบกถังน้ำไปให้น้องๆก็เลยช่วยขนน้ำ มาถึงที่คณะอีกทีน้องมากันเยอะแล้ว ก็ไปช่วยผ่ายทะเบียน ไปช่วยซุ้ม มาถ่ายรูป ดูน้องทำกิจกรรม ดูพวกสันทนาการ สนุกสนานดี เปนสันที่ยาวนานที่สุดที่เคยเห็น ไอ้ต้อมเก่งเจงๆ ยอมรับมานมาก ช่วงกินข้าว ก็ได้กินข้าวก่าไข่ต้ม เห้อไม่อิ่มเรย พอเข้าตามฐานแล้วก็ มีกิจกรรมที่ซุ้มเลอะๆ แล้วก็พ่อหมอ อืมๆ ก็หนุกดี ได้แกล้งน้องบ้าง เอาหนุกๆไม่รุนแรงมาก เทียบก่าปีที่แร้ว ปีที่แล้วเละก่านี้เยอะ จำได้เลยว่าสีติดตัวเปนสัปดาห์ๆ ได้เจอน้องๆรัดสาดมากมาย ได้มาทำกิจกรรมนะตรงจุดนี้เองแล้ว ทำให้ได้รู้อะไรในหลายๆอย่างมากขึ้น ว่าความรุ้สึกน้องเปนย่างไรมั่ง เหอๆ พี่ก็ขอโทดน้องๆด้วยนะคร๊าบบางที่พี่พูดดังปายขอโทดด้วยนะคร๊าบต้องการให้น้องได้ยินเท่านั้นเอง เพราะในซุ้มมันค่อนข้างเสียงดัง แต่รับน้องคณะไม่ค่อยประทับใจในหลายๆอย่างเหมือนกาน แต่ไม่ขอพูดดีกว่า เพราะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์อาจเกิดโทษอีกต่างหาก ส่วนูปก็ไม่ได้ลงซักทีมีปัญหากะคอมซะทุกที เย็นนี้กลับมานอนคนเดว ไม่มีคนอยู่ห้องเรย ก็สบายดีแต่ไม่มีคอมเล่นนี่ซิปัญหา เลยต้องไปเล่นที่ร้าน ก็คุยเอ็มกันสนั่น แล้วบอยก็ออกมาจากร้านตอนเกือบตี1 เหอๆแล้วก็มานอน
วันว่างเว้นให้ 1 วัน ก็เลยอยากไปเที่ยวชวนโอ๋เหมือนเดิม ว่าจะไปเมืองทอง ก็เลยมาที่มหาลัยกันก่อน โอ๋โทรมาปลุก อืมก็เลยตื่น เหอๆ ก็กะจะไปหอสมุดซักแป๊ป รอคุณเป้ หอสมุดปิด ไอที ก็ปิด เลยไปนั่งเล่นหน้าไอทีก็เจอไอ้แบงค์ มันบอกจามาซ้อมพี่กลุ่ม มันไม่รุ้ว่าวันเลื่อนซะงั้น เลยได้นั่งสนทนาซักพัก ไอ้แบงค์ก็กลับ บอยกะโอ๋เลยไปนั่งเล่นคอมที่ร้านแทน รอคุณเป้ เล่นได้ยังไม่ถึง 20 นาทีคุณเป้ก็มา ก็ไปเมืองทองกาน ไปถึงงานก็มึนๆประมาณว่าไม่ได้มานานแล้ววว ก็ไปเที่ยวกานได้เหอๆ ทามปายได้ เดินไปหลายhallมากเริ่มจากอาคารchallengerเดินไปเรื่อยดูวีดีทัศน์ด้วยก็เดินไปถึงhallแสดงภาพฝีพระหัตถ์ก็ชิ่งหนีกลับไปก่อนซะงั้น บอยก่าโอ๋เลยเดินกันสองคนอีก เหอๆ ก็เดินจนจบchalengerก็มาดูสวนสนาม แล้วก็เข้าไปอีกอาคารนึงก็เดินไปเจอพี่บุญ พี่ดะ อีกซะงั้น เกินคาด เหอๆ เข้าใจกานต่างๆนานาอีก เหอๆ ก็เดินจนจบ ก็สรุปว่าออกมาฝนตกคับเหอๆ ก็ขึ้นแท๊กกลับมาเหมือนเดิมมากินข้าวที่ครัวริมทาง ก็มาเจอพี่โน๊ตกะนายพ้งกี้อีก เหอๆ เอาเข้าไปกุ กินเสร็จกะกลับมางีบก็ไม่ได้งีบอีก มาดูทีวีซะงั้น แล้วก็ ไปโฟ่เอ็มกับพี่ๆเพื่อนๆน้องๆต่อ แล้วก็เข้านอน
วันสัมภาษณ์น้องภาคเป ตื่นแต่เช้าอีกแล้วกุ วันนี้รุ้สึกได้เลยว่าหวัดแดก เหอๆน้ำมูกไหลแต่เช้า ถ้าทางพลังงานจะหมดแต่เช้า ตื่นเช้านอนดึก ทำงานหลายอย่าง และหลายวัน ไอ้ต้อมบอกให้มา 7 โมง มะปรางก็บอก 7โมง เลยต้องมาตั้งแต่ 7 โมง มาก็เจอมะปรางกะกอล์ฟ อืม โชคดีที่มีคนมาเหอๆ ไม่งั้นมาแหง่วคนเดียวอีก เซงหว่ะ โดนให้มาเช้าอีกแล้ว(ในใจ) ก็เต็มใจมาช่วยอ่ะนะ ก็เริ่มงานตั้งแต่ 8 โมงเช้านี่นา น้องภาคเปก็มาเยอะด้วย อีกอย่างน้องจังหวัดที่ผมรู้จักก็เข้าภาคเป อยู่สำรอง ได้คนสุดท้ายพอดีเลย เฮงมากมาย เหอๆ กว่าจะเสร็จปาไปบ่าย 3 โมง เออ เลยไปนั่งเล่นคอมกะเอารูปลง ก็ลงไม่ได้ เซงหว่ะ ช่วงเย็นก็กินข้าวก่าพวกพี่หมอ กลางคืนกะจาเล่นเอ็มนอนเพลินเลยนาฬิกาปลุกก็ละเมอลุกมาปิด เหอๆ สรุปคืนนั้นไม่ได้เล่นเอ็มเนื่องจากป่วย เหอๆ
นัดก่าพี่หมอไว้ว่าจะไปดูหนังกัน ก็ไปเจอกันที่เมเจอร์ตอน 11 โมง ไปนั่งรอกันที่เชสเตอร์กิลล์ แล้วไปกินข้าวต่อที่KFCหลังจากท้องอิ่ม จึงได้เวลาไปดูX-MEN3 หนุกดีหว่ะ แต่ตอนให้รอบทสรุปตอนท้ายนี่รอนานโคด ฉายให้ดู 3 วิ เวร ดีที่ใหม่อธิบายให้ฟังเลยเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร หลังจากดูหนังก็กลับมาที่คณะ ก่อนไปตีแบด ตีแบดตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 6 โมง เหนื่อยมาก เหงื่อเต็มตัวเลย กะว่าให้เป็นหวัดหายไปเลย กลับมากินข้าว ทำงานต่อ ส่งรูปให้พี่แอม นอนเที่ยงคืน สรุปนอนตายไปเลย
ตื่นเช้ามากะไปช่วยพี่โน๊ตไปขายเสื้อ ไปเจอไอ้ป้ำบนตะลัยพอดี เลยไปกินข้าวเที่ยงกันที่บาร์ใหม่ แล้วกะแวะมาดูที่อาคารจักร เผื่อเจอพี่ดน๊ต สรุปว่าไม่เจอซะงั้น พี่โน๊ตอยู่สถานพยาบาลเนื่องด้วยร่างกายทรุดโทรม ป่วยทั้งใจและกาย ก็เริ่มด้วยการประชุมสโม ที่ห่างเหินมาแสนนาน แล้วก็รอแจกไทค์ขายเสื้อให้กับน้องๆ เสร็จเย็นกินข้าว แล้วกลับหอมาออนเอ็มและส่งงาน
สิ้นสุดปลายเดือนนรก May 22 Rainy Day ***Rainy Day***
อ่าน๊า กลับมาอัพกันซะที มันก็ไม่ค่อยมีเรื่องไรจาเล่าหรอก พักนี้ก็เปนอารายที่ยุ่งๆหลังจากสอบเสร็จ ก็คือการที่เป้จามาอยู่หอพักเสียที อ่าน๊ะเพื่อนเราจามาอยู่หอพักซะทีก็ต้องช่วยกานหน่อยเป้ก็แลจาเห็นเปนเรื่องใหญ่มากมาย เท่าที่ฟังมา ช่างขยันในเรื่องหาหอพักเสียจริง ก็เท่าทีดูก็คงให้เป้อยู่ที่ประตูงาม 1 นี่แหละ เพราะพอดูแลได้ มั้ง อ่ะนะ ก็ไปช่วยเป้ดูหอมาอ่ะแหละ หลังจากที่สอบเสร็จ
สอบก็ยากซะเจงงงง ก็ไปเดินก่าเป้แหละ ก็เดินดูเฉพาะหอที่เราเคยเหน และหอสรร้างใหม่ดูแป๊ปเดว ด้วยไอ้ที่เราเองก็จะรีบกลับบ้าน และแล้วพอดูกันเสร็จก็ รีบมาเก็บของเพื่อกลับบ้าน ไปถึงที่หมอชิตก็ทันเวลาพอดี ตั๋วรอบ 4 โมงเย็นเหลือ 1 ที่พอ โชคดดีมาก แต่มันนั่งหลังรถเรยอ่า แย่จัง ขึ้นมาก็รีบหลับเรยจาได้ไม่เบื่อมาก เปิดเพลงยัดใส่หูตัวเอง แล้วก็หลับไป ซักพักมีคนโทรเข้ามา ดูเบอร์ก็ เบอร์ใครวะ รับๆไป เปนกรุ๊ปโทรมา โทรมาหาบอยและ แต่มานมึน มานจะโทรหาอีกบอยนึงต่างหากแต่มานโทรมาผิด ก็ฮาไป ก็เรย หลับอีกงีบ ก็โทรมาอีกรายเนี่ย สรุปเป้โทรมา โทรมาคุยเรื่องหาก็รายได้อันน้อยนิด อยากจะหางานทำว่างั้น ไอ้เราก็แนะๆไป เปนอานว่าเข้าใจ ก็นอนซักแป๊ป ในรถก็เปิดทีวีอีก ตอนแรกนึกว่าจาเปนแบบmvลูกทุ่งซะอีก แต่มานเปนบางรักซอย 9 อ่าตอนของปีที่แล้ว เหอๆ ก็ดูแป๊ปนึง เบื่อเพระไม่ค่อยได้ยินเสียงเลยโทรไปหาโอ๋ คุยเรื่อยเปื่อยซักพัก ก็เข้าเขตจังหวัดจันแระ ก็เรยนั่งดูให้มันจบๆไป
ก็ถึงบ้านประมาณ 2 ทุ่ม ถึงเร็วมาก รถเหยียบแบบตีนผีค่อยซะใจหน่อย พ่อก็มารับกลับบ้าน แหะๆถึงบ้านก็กินๆๆ แล้วก็ดูทีวีนอน ชีวิตก็เปนแบบนี้แทบทุกวัน วันรุ่งขึ้นก็ไปเดินเรื่องหลายอย่างเรย เรื่องโทรศัพท์เอย ฝากเงินเอย โอนเงินเอย อืม ก็ขี่รถมอไซค์ที่เพิ่งซ่อมเสร็จอย่างเมามัน และตากแดดอีกต่างหาก เหอๆ แต่มานก็หนุกดีนะ ไม่ได้ขี่ตั้งนาน ช่วงเย็นก็ไปเที่ยววัดเขาสุกิมอ่ะ วัดขึ้นชื่อวันนึงของจังหวัด ที่นี่มีอะไรน่าดูมากมายเรยใครมาดูต้องติดใจแน่ กลับบ้านมาก็กินข้าว ดูทีวี นอน เหอๆ ไม่มีไรเร้ยยย วันถัดมาก็ฝนตก ตกมากมาย ตกซะทุกวัน ความหวังที่จะทำเสื้อเพ้นท์ก็ไม่ได้ทำ เพราะอาคิลิค ที่ซื้อมาไม่ติดผ้าซะงั้น เซงไป แต่ภาษาจีนก็ได้ทวนอ่ะดีใจมากมาย ทวนจนจำได้ คืนวันที่ 21 ฝนตกหนักไฟดับ ก็ได้ถ่ายภาพสวยๆหลายภาพ 555+ สุขใจ ชอบภาพถ่ายตอนกลางคืนที่มีแสงเทียนมาก เพราะภาพที่ออกมาสวยจับใจ แหะๆ - -
จนกระทั่งวันนี้ นั่งรถทัวร์ขึ้นมากรุงเทพ รถงี้โล่งเรย แต่ว่าตอนนั่งมาที่ขึ้นรถอ่า รำคาญตำรวจจราจรมากเลย มานปล่อยรถกวนตีนอ่า มานเล่นปล่อยที่ละข้างให้รถหมด งี้มานก็รอนานซิฟะ เอ้อ คนยิ่งรีบๆ ปั๊ดเหนี่ยว ไปถึงก็เฮ้อ รถมาช้าอีก สงสัยติดไอ้จราจรนั่นเหมือนกาน ทำให้มาถึงกรุงเทพอย่างเลท และไม่ได้กินข้าวเที่ยงอีกต่างหาก วันนี้ก็ประชุมอ่ะเหมือนเดิม ชิวๆ สบาย อยากเห็นวันทำงานจริงๆอ่ะว่าจะเปนงัย เฮ้อ พรุ่งนี้ก็ว่างอีก สงสัยต้องหาอารายทำแล้วหล่ะ -*- April 29 A scoop in websiteIn Scoop ในหน้าของข่าวพิเศษในเว็บสิงห์เขียวของเรา
freshy หน้าใส - น้องปี1หน้าใส ที่พี่ๆม่ายเกี่ยว แนะนำน้องให้เพื่อนๆและพี่ๆรุ้จัก
Singha Birthday - วันเกิดเหล่าสิงห์ ไม่ว่าจะสิงห์เล็กสิงห์ใหญ่ ก็จาได้รุ้อายุกันซะที
สารจากเจ้าากรมข่าวลือ - ข่างลื๊อข่าวลือ ขอให้เจ้ากรมเมาท์ให้สนุกปาก จะจริงหรือไม่จริงต้องพิจสูจน์กัน
ดาวเด่น - ไม่ว่าจะเด่นอะไร ถ้าเรารุ้ เราจะงัดคุณให้เปนที่รุ้จัก
รับน้อง - รวมประสบการณ์ขำๆ ในงานรับน้องฮาๆ
พี่สอนน้อง - บทความดีๆที่น้องๆควรอ่าน พี่เค้าเต็มใจสอน
กิจกรรมสำคัญ - รวมกิจกรรมสำคัญที่ดี และทุกควรมีส่วนร่วม
Meeting - มีทติ้งกัน จะพี่น้อง เพื่อนฝูง เลี้ยงสาย บ่าย ค่ำ เช้า เราจัดมาไว้แล้ว
บุคคลสำคัญ - อาจไม่ใช่บุคคลสำคัญของโลก แต่เค้าเป็นบุคคลสำคัญของรัดสาด ที่เราควรรู้จัก
Tipsการเรียน - การเรียนจะง่ายขึ้นถ้าได้ทิปเข้าช่วย
Tipsการลงรายวิชา - พี่แนะการลงเรียนแต่ละวิชา เรียนกะใคร เรียนยังไง ได้ เอ!!!
พี่ชววยน้องหาหนังสือ ชีท แล๊คเชอร์ งาน ข้อสอบ - ก็บอกแล้วว่าพี่ช่วย แต่จะช่วยเท่าที่ทำได้นะ
หนังสือพิมพ์ - หนังสือพิมพ์รัดสาด รวมหนังสือพิมพ์รัดสาดทุกฉบับ
ร้านอาหารแนะนำ - ร้านนี้เด็ด ร้านนี้อร่อย ที่สำคัญถ้ามีคนเลี้ยงก็คงจาดี
ตารางสอบรามฯ - เรียนราม ก็มีตารางสอบให้ เรารุ้ว่าหลายคนเรียน
ตารางสอบเกษตร - ตารางสอบกะเสด ของมันชัวร์
scoop ที่คาดหวังในอนาคต
การสืบสายรหัส - ตามล่าสืบโคดเหง้ารหัส โปรเจกนี้ยิ่งใหญ่เหลือแสน
พี่ช่วยน้องหางาน - จบไปพี่ช่วยหางานให้น้อง
หางานพิเศษทำช่วงปิดเทอม - ปิดเทอมมีงานรัยน่าทำ หาเงินค่าขนมให้ตัวเอง
April 26 ทะเล~*รักกันแบบทะเล*~
ความรักของบางคน อาจไม่อ่อนหวาน
แต่ะมีความรักของใครบ้าง ที่ไม่อ่อนไหว
จะมีใครบ้างที่ไม่เคยอมยิ้มคนเดียวเพราะความรัก
และจะไม่มีใครบ้างที่ความรักไม่เคยทำให้ร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว
หลายคนจึงบอกว่า
ความรักเป็นเหมือนทะเล
มีเวลาที่นิ่งสงบ มีเวลาที่คลื่นลมแรง
มีเวลาที่สวยงาม และมีเวลาที่น่ากลัว
แต่ถึงอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากไปทะเล
และเช่นกัน ไม่ว่าจะอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากจะมีความรัก
แม้รักจะทำให้หลับไปทั้งน้ำตาของความเสียใจ
แล้วจะรักแบบไหน??? ให้พอดีในความอ่อนไหว
ไม่จืดชืดเย็นชาจนน่าเบื่อ ขณะเดียวกันก็มีความมั่นคงในใจ
คำตอบที่มีให้ คือให้รักกันแบบทะเล
โดยห่วงใยกันให้มากเท่ากับเม็ดทราย
ให้อภัยกันให้ได้ เหมือนที่ทะเลไม่เคยโกรธเกลียวคลื่น ไม่ว่าคลื่นจะโหมกระหน่ำรุนแรงแค่ไหน
ในบางครั้งที่ต้องห่างไกล หัวใจก็ต้องคงมั่นได้เหมือนโขดหิน ไม่เปลี่ยนใจง่าย ไม่อ่อนไหวไปรักคนอื่น
ให้ความอิสระ เหมือนอย่างที่นกทะเลต้องการจากท้องฟ้า อย่ากักขังคนรักไม่ให้คบกับเพื่อน ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น
ความผุกพันไม่ใช่คุก ถึงจะคบกันแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสบตาฉันคนเดียวเท่านั้น
และไม่ทำตัวเป็นเจ้าของหรือออกฏหมายบังคับอีกคน เพราะทะเลก็ยังไม่เคยครอบครองปลา
แล้วความรักที่แม้จะดูอ่อนไหวและแปรปรวน
ก็จะเป็นความรักที่มีอยู่นาน เช่นเดียวกับที่ทะเลมีอยู่บนโลกนี้ March 29 ปลูกต้นคิดส์ครั้งที่ 5เรื่องเล่าครั้งไปค่าย
ค่ายปลูกต้นคิดส์ครั้งที่ 5
ณ โรงเรียนบ้านป่ากล้วย
วันไปค่ายวันที่สอง
วันที่ 21 มีนาคม 2549
วันไปต่ายวันที่สาม
วันที่ 22 มีนาคม 2549
วันไปค่ายวันที่สี่
วันที่ 23 มีนาคม 2549
วันไปค่ายวันที่ห้า
วันที่ 24 มีนาคม 2549
วันไปค่ายวันที่หก
วันที่ 25 มีนาคม 2549
วันไปค่ายวันที่เจ็ด (วันสุดท้าย)
วันที่ 26 มีนาคม 2549
March 19 เหอๆ วันพักผ่อนเมื่อวานงานโฮมส่งผลให้ปวดเมื่อยหลังอย่างมากยืนเปนชั่วโมงๆ แต่ก็ยังดีที่มีของกินค่อยอิ่มหน่อย 555+ เบียร์เหลือเลยได้ซดเบียร์ไปแก้วนึงเหอๆ ว่าจะไม่กินแร้วน๊า เผลอกินจนได้ วันนี้ก็ว่าจาไปซื้อเมม มาเพิ่มอ่ะ พรุ่งนี้คงต้องใช้เยอะพอควรเรย ถือว่าเปนของขวัญวันเกิดอ่ะ ยังไปพันทิฟม่ายถูกเรย แย่จังเรา ไปตั้งหลายรอบก็ยังจำไม่ได้ พรุ่งนี้ไปค่ายอาสาแล้วไป 1 อาทิตย์เตมๆ กลับมาก็ต้องเรียนต่ออีก ก็ถือว่าหนักและลุยพอควรเรยหล่ะ จาเก็บรูปมาให้ดูเยอะๆนะคับ ชัวร์แน่นอน 555+ March 11 ก่อนกลับบ้านเหอๆ สำหรับคนที่เข้ามาอ่านนะคับ จากนี้เปนเวลาประมาณ 6-7 วันจะอยู่ที่จันทบุรีคับ เปนช่วงปิดเทอมระยะสั้นจริงๆ อาจไม่ได้แวะมาอัพสเปซแต่อาจแวะมาอัพรูปที่ไปเที่ยว ไงก็คิดถึงทุกคนง๊าบบบบ |
|
|