Ratchasak's profileเด็กชายบอย กับ เด็กหญิงโ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
เด็กชายบอย กับ เด็กหญิงโอ๋
April 16 Long Weekend in Songkran Fesitval
จนในคืนวันอาทิตย์ได้ออนเอ็มเพื่อหาดูว่าจะมีเพื่อนไปเที่ยวบ้างมั้ยก็ได้คุยกะไอ้ป้ำและได้เกิดคิดวางแผนร่วมกันในการจะออกไปเที่ยว ว่าอยากไปไหน ก็เลยเสนอเลยว่าอยากไปทะเล เพราะไม่ได้ไปมาจะปีนึงแล้ว ก็เลยคุยกันว่าจะไปไหนดี และก็ได้ชวนสมาชิกที่จะไปด้วยได้จำนวนจำกัดจากปริมาณขนาดรถ ดั้งสิ้นไม่เกิน 6 คนก็เลยชวนกลุ่มเพื่อนสนิทที่ทำงานร่วมกันมานานเกือบจะครบสี่ปีแล้ว อืมได้แก่ ไอ้ป้ำ ไอ้ต้อม ไอ้ทอม ไอ้เฟม และผมเอง โดยไอ้ป้ำได้ตัดสินใจว่าไปหัวหิน ก็เป็นอันตกลงเมื่อได้โทรไปคุยกับมันในอีกคืนนึงและได้คำตอบนัดแนะเรื่องเวลารับและสถานที่ จากนั้นได้คุยตกลงเรื่องเส้นทางและกำหนดการ โดยเมื่อถึงเวลาจริง ไอ้ทอมมันก็ได้กลับมาที่หอและดูหนังทั้งคืน จนมันทำเครื่องค้างเลยมานอน (เหอๆ) เวลา 3.45 มือถือดังเพื่อปลุกจากการนอน จะลุกขึ้นมาและไปอาบน้ำ จากนั้นก็ลองเช๊คไอ้ป้ำดูว่ามันตื่นหรือยังสรุปว่าโทรไปปลุกมัน เนื่อจากมันตกลงไว้กับไอ้เฟมให้โทรปลุกแต่ไอ้เฟมยังคงหลับ เลยโทรไปปลุกเฟมต่อ ไอ้เฟมก็เลยรนและรีบออกมาในทันที และก็ปลุกไอ้ทอม และรอเวลา 4.30 เพื่อลงไปรอ และไอ้ป้ำก็มาและเข้าเซเว่นไปซื้อของกินกันเพื่อรอไอ้เฟม จนไอ้เฟมมา เราจึงได้ออกรถกันในเวลาประมาณ 5.00 เพื่อไปรับไอ้ต้อมที่บางแค ไปถึงบางแคประมาณ 5.40 โทรหาไอ้ต้อมไม่ติดเลย ซวยแล้วพวกกูสงสัยมันจะจอขาวอีกแล้ว เลยขับวนและหาปั้มแก๊สไปด้วยจนไอ้ต้อมติดต่อกลับมา ประมาณ 6.15 จึงรู้ว่าพวกเราไปรับผิดที่มันถนนคนละเส้น ไปรับไอ้ต้อมและได้ออกรถในเวลาประมาณ 6.30 และไปแวะเติมแก๊ส และออกเดินทางสู่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ระหว่างทางก็คุยกันในรถสักพักไอ้ทอมก็หลับ และมันก็หลับเรื่อยๆตลอดทาง รวมถึงไอ้ต้อมด้วยที่งีบเป็นระยะ ปล่อยให้เฟมเป็น Navigator และกรูเป็น Co-Pirot นั่งหาเรื่องคุยไปตลอดทาง เพราะเพลงดันเตรีมมาเป็น MP3 แทนที่จะเป็น Audio เหอๆฮาเลย จนกระทั่งเรามาถึงหัวหินในขณะที่แก๊สหมดและต้องใช้น้ำมันไปนิดนึง เพราะเราไปสนุกขับนอกเส้นทางไปขับเรียบหาดเลยพลาดปั้มแก๊สไป แต่ก็ด้วยโชคช่วยเราก็มาถึงปั้มได้ทันท่วงที และเข้าหัวหิน เมื่อเข้าไปก็พบว่ามันไม่มีที่จอดเลยและก็เหมือนหลุดเข้าไปในเมืองต่างชาติ ก็เลยตัดสินใจไปสวนสนกัน ก็ไปแวะพัก เช่าเสื่อมานั่งนอน ร้องเพลง และทานอาหารกลางวัน และรู้ว่าแดดไม่ร้อนแต่พื้นทรายถึงกับฮ่อ ร้อนตีนโคด หลัจากทานอาหารเสร็จ (อาหารเป็นข้าวเหนียวไก่ทอด และส้มตำ) ก็เลยมาคุยกันเรื่องการไปเที่ยวต่อ ก็คุยไปคุยมาก็มาจบลงที่การไปถ้ำพระยานคร ในอุทธยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ก็ลงรถมาไอ้ต้อมไปถามทางเรียบร้อย ก็มีสองทางให้เลือกคือ ขึ้นเรือ กับข้ามเขา เราตัดสินใจข้ามเขา เพราะกลัวว่าเรือจะแพง อืม ก็เดินๆพร้อมกับบ่นกับตัวเองว่ากูจะตายมั้ย เมื่อใส่รองเท้าแตะขึ้นเขา เพราะหินมันลื่น เหอๆ ระหว่างทางก็ผ่านคนที่เดินสวนมาเค้าก็บอกว่าใกล้ถึงทางลงแล้ว ส่วนขึ้นไปทำยังต้องขึ้นเขาอีกลูก โอ้ว จนกระทั้งข้ามมาเรียบร้อยแล้วก็พบป้าย สุขภาพท่านยังดีอยู่ เลยแบบ เหมือนกูโดนหลอกเลยค๊าบ ก็เลยแวะพักเพราะว่ามันเห็นสาวน่ารักเลยแวะพักกินน้ำ ตามระเบียบ กินเสร็จก็เดินขึ้นเขาทันที เขาชันและระยะทาง 450 เมตร ถือว่าหินและเอาเหนื่อยเลย เดินรวดเดียวจบไม่ได้ จึงมีพักบ้าง จนกระทั้งมาถึงจุดบนสุดและได้เข้าถ้ำก็เล่นเอาหายเหนื่อย เพราะมันเย็น และถึงแม้มันจะมีความรู้สึกเฉยๆ แต่ด้วยโครงสร้างถ้ำก็ทำให้ประหลาดใจได้เหมือนกัน ก็แวะพักและถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย จนถึงเวลาเดินลง ใช้เวลาน้อยมากประมาณ 15 นาทีลงเรียบร้อย ตอนขึ้นล่อไปสัก 40 นาทีได้ เมื่อลงมาก็แวะพักกินน้ำ และก็ตัดสินใจขึ้นเรือและโชคเข้าข้างเพราะมีพี่สองเขาจะไปด้วย และเค้าก็หารครึ่งนึง เลยเหลือตกแค่คนละ 20 บาทเอง นั่งเรือไม่ถึง 10 นาทีถึงมั้ง อ้อมแค่ผาเท่านั้นเอง เหอๆ ทุกคนรีบทะยานขึ้นรถ เพื่อไปลงเล่นน้ำที่หัวหินตามแผ่น โดยไปเติมแก๊สก่อน และไปหัวหิน สรุปว่า ที่จอดหายาก และไม่รู้แหล่งเล่น จึงโทรถาม ไม่ว่าจะเป็นต้อมโทรหาเจี๊ยบ หรือเฟมโทรหาเพื่อนหัวหิน ก็นับว่าเป็นไกด์ที่ดีอย่างหนึ่ง และเป็นโชคของไอ้ต้อม ที่ได้พาเราไปถึงเขาตะเกียบและเล่นน้ำที่นั่น จนถึงหัวค่ำ และไปกินอาหารเย็นที่ตลาดโต้รุ่ง ในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ร้านเค้าก็วัตถุดิบหมดแล้ว คิดเเอาเอง ขายดีโคตร จึงไปหากินในตลาด ก็เพลินหูเพลินตาทั้งอาหารและสาวๆที่น่ารัก เยอะมาก จึงไปซื้อผัดไทยและบาร์บีคิวมากิน ราคาถูกดี และมานั่งกินที่ร้านนม(ร้านฮ่อสาขาหัวหิน) และทำให้ได้รู้ว่า ที่นี่ไมโลดิบมันไม่ปั่น เหอๆ หวานโคตร เล่นเอาเกือบตาย จนกระทั่งเดินทางกลับ ในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม และเผชิญกับรถติดที่เพชรบุรี และต้องหาเรื่องคุยไปตลอดทาง เพื่อไม่ให้ไอ้ป้ำหลับ ในขณะที่ไอ้ต้อมและไอ้ทอมก็หลับตลอดเหมือนเดิม มาถึงที่หอตีสองนิดๆ กลับมาก็หลับตาย และไปทำงานในวันนี้ไม่ไหว เหอๆ ปล. ขอบคุณไอ้ป้ำมากเล่นสามารถใช้ชีวิตวันหยุดได้คุ้มค่า กูสงสารมึงหว่ะ ทั้งต้องขับรถ และเจอแม่ อีก เมื่ออยาก
จะว่าไปไอ้ที่ขาดๆหายไปจากสเปซก็ต้องยอมรับเลยว่าเป็นเพราะความขี้เกียจของตัวเองเป็นหลัก และประกอบกับการที่เน็ตจังไร ที่หอ(ที่ขโมยค้าใช้) มันก็ใช้ไม่ได้ซะงั้น ก็เลยปล่อยวางทั้ง MSN และสเปซ อืม และก็เรียนๆ สอบๆ จนผ่านมาด้วยความพึงพอใจในระดับหนึ่ง และก็เริ่มรับรู้ว่าตัวเองเริ่มเข้าใจวิชาเอกตัวเองมากยิ่งขึ้น จริงๆนะ
จนกระทั่งถึงวันฝึกงาน (ไม่ได้พักเล้ย) ก่อนวันฝึกก็กลับมาถึงหอตอนเย็น และก็ตัดสินใจไปตัดผมที่ตั้งใจไว้ให้ยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในชีวิต บอกช่างว่าจะไปฝึกงาน และก็บอกบลาๆ ไป แล้วเค้าก็คิดว่าน่าจะเอาสั้นเลย ฉับแรกเท่านั้น ตรงจร ทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้อีก น้ำตาแทบไหลเลยค๊าบ สั้นมากมาย เล่นเอาไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเลย จนวันที่มาฝึกจริงก็โชคดีที่ได้เจอไอ้ต้น เพื่อนที่รู้จักกันในรัดสาดนี่เอง เหอๆ มันเคยเป็นบัดดี้กระผมตอนไปค่ายอบรมจริยธรรมของคณะ เออ (บอย ใช้ Code Name ว่า Taro แหละ มันก็แปลว่า BOY นั่นเอง) และก็ได้รู้จักเพื่อนๆอีกหลายคนและก็ได้รู้จักพี่เทรนเนอร์ พี่กระแต หรือ พี่แต นั่นเอง รวมถึงพี่ๆที่แผนก และได้เริ่มจับงานในเย็นวันแรกนั่นเอง และก็ได้เรียนรู้งานเพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ บางอย่างทำเป็น บางอย่างทำไม่เป็น ก็เรียกว่า Train กันใหม่ในหลายอย่าง ก็จนวันนี้ก็ยังพยายามเริ่มรู้อีกหลายๆอย่าง อ้อ พี่ที่แผนก Operations ก็อัธยาศัยดี และก็ให้ความช่วยเหลือดีทุกคน ก็ขอบคุณพี่ๆมากค๊าบ และก็ขอบใจเพื่อนๆที่ฝึกงานทุกคนที่หยิบยื่นน้ำใจ และเสียงหัวเราะ อืม ขอบใจจริงๆ ลุกวันนี้เราก็เกาะกลุ่มกันไปกินข้าวเที่ยงและกลับบ้านทางเดียวกัน พร้อมกันหลายๆคน ได้ไปอีกบรรยากาศนึง เหมือนปีหนึ่งเลย ก็รู้สึกดี ที่ได้มาฝึกงาน
October 16 กินเจดี จิดใจสงบประเพณีการกินเจกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน "แต่หลักเลยที่เราถือก็จะเป็นตำนานนี้ซะมากกว่า เอ๊ะ!หรือเฉพาะบ้านผมหว่า เหอๆ" ผู้ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีลกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์(หรือ “เก้าอ๊อง”)ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ "คืนก่อนกินเจก็จะมีการรับจ้าวกันเน้อ เป็นขบวนรถเลยหล่ะ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้" ความหมายของคำว่าเจ แจมิได้แปลว่า อุโบสถ คนไทยในรุ่นปู่ย่าตายายที่เคร่งในศีลวัตรจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถ ศีลแปดจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ อุโบสถศีล ” ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกินเจที่ไม่เข้าใจภาษาและที่มาของคำจึงแปลอักษรแจผิดว่า “อุโบสถ” ซึ่งคำแปลนี้ก็ฮิตติดตลาดและถูกคัดลอกไปใช้บ่อยอย่างน่ารำคาญใจ เพราะหากจะเอาตามความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแล้ว อุโบสถ เป็นคำนาม หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมต่างๆ เรียกย่อว่า โบสถ์ การแปลและเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าวยังถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายวัตรปฏิบัติของการกินเจผิดตามไปด้วยว่า “การกินเจต้องถือศีลข้อวิกาลโภชน์” หรือการงดกินของขบเคี้ยวหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลแปด ทั้งๆที่โรงครัวของศาลเจ้าหรือโรงเจที่เปิดเลี้ยงผู้คนในช่วงเทศกาลกินเจล้วนแต่มีอาหารมื้อเย็นให้กับผู้เข้าไปกิน ยิ่งวันที่มีการประกอบพิธีกรรมในตอนค่ำยังมีอาหารมื้อค่ำบริการเสริมให้เป็นพิเศษด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเขาถือเพียงศีลห้าที่เป็นนิจศีล ไม่ได้ครองศีลแปดอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เว้นแต่ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น) ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ” มีพัฒนาการมาจาก ตัวอักษร ฉี “ 齊 ” ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย อักษรแจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุด ( 小 ) เข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื ( 示 ) ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี แจ( 齋 ) จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)เพื่อการสักการะ หรือ การปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ซึ่งการอธิบายในแนวทางนี้จะสอดคล้องกับ คำว่า “ 齋醮 ” ในลัทธิเต๋า ซึ่งย่อมาจากคำว่า 供齋醮神 ที่แปลว่าการบำเพ็ญกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นสักการะบูชาเทพยดา ความหมายของแจในศาสนาอิสลาม ศัพท์คำว่า ศีลแจ / 齋戒 ในภาษาจีน นอกจากใช้ในลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธแล้ว ยังหมายถึง “ศีลอด” ที่ถือปฏิบัติในเดือนถือศีลอดของชาวจีนอิสลาม สาระของศีลก็คือการห้ามรับประทานอาหารใดๆในระหว่างเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนลับขอบฟ้า ตลอดเดือนถือศีลอด "ดูไปดูมาก็เหมือนการถือศีลอดของทุกศาสนา จริงๆนะ อย่างศาสนาคริสต์ ยิว หรือ อิสลาม หลักเดิมของศาสนาเอง ก็มีการถือศีลอดอยู่แล้ว แต่หลังๆก็มีการหย่อนยายในการนับถือศาสนา โดยอย่างยิ่งความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ และปัจจัยจากตัวผู้นำ ทำให้หลักการนับถือศาสนาเปลี่ยนไป" October 11 กลับมาแล้วว่าไปนะครับพี่น้อง ได้เพลาผมต้องมาอัพเสปซเสียที ก็ไม่รู้จะว่าไงนะ ช่วงเรียนมันก็ขี้เกียจอัพเสปซ ทั้งที่ตัวเองก็อยู่หน้าคอม เทอมต้น นี่เรียกว่าเป็นอะไร ที่เป็นชีวิตมหาลัยแบบเรียนของแท้จริงๆมั้ง ก็เรียนแถๆไถๆจนมาถึงสอบทั้งกลางภาคและปลายภาค ก็คะแนนออกมาแถไถไปมิดเทอมก็กลางๆ จนปัจจุบัน ณ วันนี้ ก็ปิดเทอมมาจะ สาม สัปดาห์แล้วเพราะทะลึ่งเบ่เบ๊ สอบเสร็จเร็วกว่าชาวบ้านเป็นสัปดาห์ จนได้กลับมาบ้านเนี่ย ก็ช่วงกินเจพอดี เป็นอะไรที่ชอบมากช่วงนึง เพราะเหมือนมีของกินให้เลือกกินเต็มไปหมด อร่อยทั้งนั้น ว่าแล้ว กับ เทศกาลกินเจ หรือ เก๋าอ่วงเจ เนี่ย เป็นอะไรที่มีเนื้อหาสาระน่าอ่านพอดูไว้จะไปหามาให้อ่านเน้อ เร็วนี้แหละ ปล.อยากไปทาสีกำแพงวัดมาก แต่ก็ขออยู่บ้านเหอะหว่ะ = = May 29 ผู้เข้ามาใหม่ ยินดีต้อนรับ น้องๆ KU67 ที่พี่ได้คุยและเจอหน้าแล้ว รวมไปถึงน้องที่ได้แต่คุยไม่เห็นหน้า และๆ น้องที่ทั้งไม่เคยคุยและจำหน้าไม่ได้ ก็ขอแสดงความยินดีที่ได้เข้ามาสู่รั้วนนทรี บ้านที่ให้ความรู้สึกดีๆ
ว่าไปว่ามาตั้งแต่ได้กลับมากรุงเทพฯหลังจากแอบไปพักร้อนที่จันทบุรี(บ้านเกิด)นานนับเดือนก็ได้เวลากระฉับกระเฉงมาช่วยเพื่อนๆน้องๆทำงานเสียที อย่างที่รู้ๆกัน ว่าได้ไปค่ายมา สนุกมาก จนกระทั่งวันนี้ก็ยังจำอะไรหลายๆอย่างได้ดี ก็จดประสงค์ของการกลับมากรุงเทพก็คือ เบื่อบ้าน = = หลายๆคนอาจสงสัยว่าบ้านไม่ดีตรงไหน อยากจะบอกว่า อยู่แล้วตามใจตัวเองไม่ได้ 555+ ก็เลยมาบริหารชีวิตตัวเอง ด้วยการมาประชุมและทำงานดีกว่า อีกอย่างก็มีเพื่อนๆมาค้างที่ห้องด้วยสนุกดี ตั้งแต่งานสัมภาษณ์ แรกพบคณะ เปิดถ้ำสิงห์ จนถึงงานวันบัณฑิตยุคใหม่ ก็ไม่ได้ว่างเว้นจากการมามหาลัยซักนิด มาได้ทุกวี่ทุกวัน สงสัยชักหลงรักมหาลัยแล้วหล่ะซิ เหอๆ ก็อยากบอกว่า ประทับใจ และดีใจ ที่ทุกงานผ่านไปได้ด้วยดี จนในช่วงงานวันบัณฑิตเนี่ย ก็ได้กลายเป็นพ่อค้าเต็มตัว และยังมีโอ๋ที่เป็นแม่ค้าด้วย ทำงานสุดจัยจริงๆ ก็มีเพื่อนๆที่มาช่วยขายอีกนะ (อย่าน้อยใจว่าไม่ได้กล่าวถึง) สมุดเล่มละ20 3เล่ม 50 6เล่มร้อย พูดวันละหลายๆครั้ง ไม่รู้นอนละเมอพูดไปบ้างรึเปล่า แต่มันก็เป็นความสุขอย่างนึงที่หาไม่ได้ในช่วงเวลาอื่นๆ และเมื่อหลายวันก่อนบังเอิญมีสิ่งดลใจให้ไปเปิดหนังสือที่ได้จากงานวันบัณฑิตยุคใหม่KU65 มาเปิดดู ก็เจอคำดีๆ เรยอยากมาฝากในฐานะของคนที่กลายเป็นพี่ที่ยังอยากให้ความหวังของพวกเรามีไปสู่รุ่นต่อๆไป ต่างคน ต่างที่มา
ต่างคน ตามหาสิ่งใหม่ ต่างคน ต่างความเข้าใจ ต่างไป ตามความต้องการ มาวันนั้น ...ถึงวันนั้น ที่ที่เราได้มาพบกัน เธอกับฉัน ...พี่กับน้อง ปรองดองสมัครสมาน จับมือประสานกันไว้ ผูกใจยึดมั่นไปนาน ร่วมสรรค์สร้าง ความผูกพันตลอดไป |
|||||
|
|