Ratchasak's profileเด็กชายบอย กับ เด็กหญิงโ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Ratchasak Siramput

เด็กชายบอย กับ เด็กหญิงโอ๋

Photo 1 of 59
April 16

Long Weekend in Songkran Fesitval

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจากพยานปากเดียว(กรูเอง) ด้วยการเล่าเรื่องที่อาจไม่ละเอียดและมั่วในบ้างครั้ง ขอให้ใช้วิจารณญานในการอ่าน(ขนาดนั้นเลย) ก็หลังจากการเริ่มเข้าสู่สกรานต์ที่กำลังเข้ามาถึง ผมก็ได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาของInternship DHL โดยไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของ Center ที่เพชรบุรีตัดใหม่ ด้วยการแนะนำที่แทรกซึมด้วยมุขตลของน้าวัน และความบ้าบอของไอ้เจ ทำให้ความร้อนและความง่วงให้หายเป็นปลิดทิ้งได้ จนช่วงบ่ายเราได้มาที่ HUB&GATEWAY ที่สุวรรณภูมิ ในเขต Freezone สร้างความอลังการให้กับสายตาและโสตสัมผัสได้เป็นอย่างดีชักอย่างทำงานในสถานที่แบบนี้แล้วสิ เหอๆ จนกระทั่งวันศุกร์ที่แสนจะอยากหยุด แต่ก็มาทำงานเพราะไม่อยากหยุด แปลกมั้ย เหอๆ ก็ดีได้เจองานสงกรานต์ของในออฟฟิส สนุกสนานดี เห็นพี่เล่นฉีดน้ำกันในออฟฟิส พวก Intern ก็เล่นเช่นกัน และได้มีโอกาสสรงน้ำพระ และรดน้ำ Manager ด้วย รู้สึกดีไปอีกแบบ นะ อืมอีกทั้งได้กินมื้อเที่ยงฟรี สุดยอดดดดด จนเข้าวันเสาร์ อาทิตย์ และจันทร์ นอนอยู่หอทุกวัน นั่งเล่นเกมและเล่นเน็ต ไปเรื่อนเปื่อยเพราะไม่มีเพื่อนลากไปตอนกลางคืนสักคน เศร้าหว่ะ กินมื้อเที่ยงที่เซเว่น มื้อเย็นกินบะหมี่ ก็เป็นแบบนี้ทั้งสามวัน

จนในคืนวันอาทิตย์ได้ออนเอ็มเพื่อหาดูว่าจะมีเพื่อนไปเที่ยวบ้างมั้ยก็ได้คุยกะไอ้ป้ำและได้เกิดคิดวางแผนร่วมกันในการจะออกไปเที่ยว ว่าอยากไปไหน ก็เลยเสนอเลยว่าอยากไปทะเล เพราะไม่ได้ไปมาจะปีนึงแล้ว ก็เลยคุยกันว่าจะไปไหนดี และก็ได้ชวนสมาชิกที่จะไปด้วยได้จำนวนจำกัดจากปริมาณขนาดรถ ดั้งสิ้นไม่เกิน 6 คนก็เลยชวนกลุ่มเพื่อนสนิทที่ทำงานร่วมกันมานานเกือบจะครบสี่ปีแล้ว อืมได้แก่ ไอ้ป้ำ ไอ้ต้อม ไอ้ทอม ไอ้เฟม และผมเอง โดยไอ้ป้ำได้ตัดสินใจว่าไปหัวหิน ก็เป็นอันตกลงเมื่อได้โทรไปคุยกับมันในอีกคืนนึงและได้คำตอบนัดแนะเรื่องเวลารับและสถานที่ จากนั้นได้คุยตกลงเรื่องเส้นทางและกำหนดการ โดยเมื่อถึงเวลาจริง ไอ้ทอมมันก็ได้กลับมาที่หอและดูหนังทั้งคืน จนมันทำเครื่องค้างเลยมานอน (เหอๆ) เวลา 3.45 มือถือดังเพื่อปลุกจากการนอน จะลุกขึ้นมาและไปอาบน้ำ จากนั้นก็ลองเช๊คไอ้ป้ำดูว่ามันตื่นหรือยังสรุปว่าโทรไปปลุกมัน เนื่อจากมันตกลงไว้กับไอ้เฟมให้โทรปลุกแต่ไอ้เฟมยังคงหลับ เลยโทรไปปลุกเฟมต่อ ไอ้เฟมก็เลยรนและรีบออกมาในทันที และก็ปลุกไอ้ทอม และรอเวลา 4.30 เพื่อลงไปรอ และไอ้ป้ำก็มาและเข้าเซเว่นไปซื้อของกินกันเพื่อรอไอ้เฟม จนไอ้เฟมมา เราจึงได้ออกรถกันในเวลาประมาณ 5.00 เพื่อไปรับไอ้ต้อมที่บางแค ไปถึงบางแคประมาณ 5.40 โทรหาไอ้ต้อมไม่ติดเลย ซวยแล้วพวกกูสงสัยมันจะจอขาวอีกแล้ว เลยขับวนและหาปั้มแก๊สไปด้วยจนไอ้ต้อมติดต่อกลับมา ประมาณ 6.15 จึงรู้ว่าพวกเราไปรับผิดที่มันถนนคนละเส้น ไปรับไอ้ต้อมและได้ออกรถในเวลาประมาณ 6.30 และไปแวะเติมแก๊ส และออกเดินทางสู่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ระหว่างทางก็คุยกันในรถสักพักไอ้ทอมก็หลับ และมันก็หลับเรื่อยๆตลอดทาง รวมถึงไอ้ต้อมด้วยที่งีบเป็นระยะ ปล่อยให้เฟมเป็น Navigator และกรูเป็น Co-Pirot นั่งหาเรื่องคุยไปตลอดทาง เพราะเพลงดันเตรีมมาเป็น MP3 แทนที่จะเป็น Audio เหอๆฮาเลย จนกระทั่งเรามาถึงหัวหินในขณะที่แก๊สหมดและต้องใช้น้ำมันไปนิดนึง เพราะเราไปสนุกขับนอกเส้นทางไปขับเรียบหาดเลยพลาดปั้มแก๊สไป  แต่ก็ด้วยโชคช่วยเราก็มาถึงปั้มได้ทันท่วงที และเข้าหัวหิน เมื่อเข้าไปก็พบว่ามันไม่มีที่จอดเลยและก็เหมือนหลุดเข้าไปในเมืองต่างชาติ ก็เลยตัดสินใจไปสวนสนกัน ก็ไปแวะพัก เช่าเสื่อมานั่งนอน ร้องเพลง และทานอาหารกลางวัน และรู้ว่าแดดไม่ร้อนแต่พื้นทรายถึงกับฮ่อ ร้อนตีนโคด หลัจากทานอาหารเสร็จ (อาหารเป็นข้าวเหนียวไก่ทอด และส้มตำ) ก็เลยมาคุยกันเรื่องการไปเที่ยวต่อ ก็คุยไปคุยมาก็มาจบลงที่การไปถ้ำพระยานคร ในอุทธยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ก็ลงรถมาไอ้ต้อมไปถามทางเรียบร้อย ก็มีสองทางให้เลือกคือ ขึ้นเรือ กับข้ามเขา เราตัดสินใจข้ามเขา เพราะกลัวว่าเรือจะแพง อืม ก็เดินๆพร้อมกับบ่นกับตัวเองว่ากูจะตายมั้ย เมื่อใส่รองเท้าแตะขึ้นเขา เพราะหินมันลื่น เหอๆ ระหว่างทางก็ผ่านคนที่เดินสวนมาเค้าก็บอกว่าใกล้ถึงทางลงแล้ว ส่วนขึ้นไปทำยังต้องขึ้นเขาอีกลูก โอ้ว จนกระทั้งข้ามมาเรียบร้อยแล้วก็พบป้าย สุขภาพท่านยังดีอยู่ เลยแบบ เหมือนกูโดนหลอกเลยค๊าบ ก็เลยแวะพักเพราะว่ามันเห็นสาวน่ารักเลยแวะพักกินน้ำ ตามระเบียบ กินเสร็จก็เดินขึ้นเขาทันที เขาชันและระยะทาง 450 เมตร ถือว่าหินและเอาเหนื่อยเลย เดินรวดเดียวจบไม่ได้ จึงมีพักบ้าง จนกระทั้งมาถึงจุดบนสุดและได้เข้าถ้ำก็เล่นเอาหายเหนื่อย เพราะมันเย็น และถึงแม้มันจะมีความรู้สึกเฉยๆ แต่ด้วยโครงสร้างถ้ำก็ทำให้ประหลาดใจได้เหมือนกัน ก็แวะพักและถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย จนถึงเวลาเดินลง ใช้เวลาน้อยมากประมาณ 15 นาทีลงเรียบร้อย ตอนขึ้นล่อไปสัก 40 นาทีได้ เมื่อลงมาก็แวะพักกินน้ำ และก็ตัดสินใจขึ้นเรือและโชคเข้าข้างเพราะมีพี่สองเขาจะไปด้วย และเค้าก็หารครึ่งนึง เลยเหลือตกแค่คนละ 20 บาทเอง นั่งเรือไม่ถึง 10 นาทีถึงมั้ง อ้อมแค่ผาเท่านั้นเอง เหอๆ ทุกคนรีบทะยานขึ้นรถ เพื่อไปลงเล่นน้ำที่หัวหินตามแผ่น โดยไปเติมแก๊สก่อน และไปหัวหิน สรุปว่า ที่จอดหายาก และไม่รู้แหล่งเล่น จึงโทรถาม ไม่ว่าจะเป็นต้อมโทรหาเจี๊ยบ หรือเฟมโทรหาเพื่อนหัวหิน ก็นับว่าเป็นไกด์ที่ดีอย่างหนึ่ง และเป็นโชคของไอ้ต้อม ที่ได้พาเราไปถึงเขาตะเกียบและเล่นน้ำที่นั่น จนถึงหัวค่ำ และไปกินอาหารเย็นที่ตลาดโต้รุ่ง ในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ร้านเค้าก็วัตถุดิบหมดแล้ว คิดเเอาเอง ขายดีโคตร จึงไปหากินในตลาด ก็เพลินหูเพลินตาทั้งอาหารและสาวๆที่น่ารัก เยอะมาก จึงไปซื้อผัดไทยและบาร์บีคิวมากิน ราคาถูกดี และมานั่งกินที่ร้านนม(ร้านฮ่อสาขาหัวหิน) และทำให้ได้รู้ว่า ที่นี่ไมโลดิบมันไม่ปั่น เหอๆ หวานโคตร เล่นเอาเกือบตาย จนกระทั่งเดินทางกลับ ในเวลาประมาณ 3 ทุ่ม และเผชิญกับรถติดที่เพชรบุรี และต้องหาเรื่องคุยไปตลอดทาง เพื่อไม่ให้ไอ้ป้ำหลับ ในขณะที่ไอ้ต้อมและไอ้ทอมก็หลับตลอดเหมือนเดิม มาถึงที่หอตีสองนิดๆ กลับมาก็หลับตาย และไปทำงานในวันนี้ไม่ไหว เหอๆ

ปล. ขอบคุณไอ้ป้ำมากเล่นสามารถใช้ชีวิตวันหยุดได้คุ้มค่า กูสงสารมึงหว่ะ ทั้งต้องขับรถ และเจอแม่ อีก

เมื่ออยาก

ขออารัมภัมบทก่อนเข้าเนื้อหาสักนิดดีกว่า ด้วยการที่ไม่ได้เข้ามาอัพสเปซมาชาตินึงแล้ว หลายคนอาจหาว่า out รึเปล่าเดี๋ยวนี้เค้าต้อง HI5 แล้ว ในคามคิดส่วนตัวเนี่ย คิดว่า ถ้าHI5จะแรงกว่า Spaces ก็แรงไป แต่ว่าในส่วนตัวยังคงชอบ Spaces มากว่าเป็นไหนๆ เนื่องด้วยมันอาจไม่อลังการงานสร้างเท่า แต่มันก็ Modern ในตัวของมันเอง และก็มันทำอะไรได้พอๆกัน แถมอาจยังดีกว่าอักด้วย เออ แต่คนมักจะไม่รู้กัน ถ้าจะเอากันให้จริงจัง ก็ให้ทุกคนหันไปทำเว็บกันเองเลยดีกว่า ฉีกกรอบของการกำหนด Pattern ที่จำเจ ไปสู่แนวความคิดของตัวให้ น่าตื่นตามากขึ้นกว่าเดิม (จะว่าไปเราเองเด็กเกษตรก็น่าจะทำกันเป็นนะ ก็ลองไปศึกษาเพิ่มเติมประยุกต์กับโปรแกรมอื่นๆ ก็คงหรูเริ่ดกว่าของใครๆ)

จะว่าไปไอ้ที่ขาดๆหายไปจากสเปซก็ต้องยอมรับเลยว่าเป็นเพราะความขี้เกียจของตัวเองเป็นหลัก และประกอบกับการที่เน็ตจังไร ที่หอ(ที่ขโมยค้าใช้) มันก็ใช้ไม่ได้ซะงั้น ก็เลยปล่อยวางทั้ง MSN และสเปซ อืม และก็เรียนๆ สอบๆ จนผ่านมาด้วยความพึงพอใจในระดับหนึ่ง  และก็เริ่มรับรู้ว่าตัวเองเริ่มเข้าใจวิชาเอกตัวเองมากยิ่งขึ้น จริงๆนะ

จนกระทั่งปัจจุบัน และเร็วๆมานี้ ก็ได้รับบุญวาสนาส่งให้ได้มีโอกาสมาฝึกงาน หลังจากที่พยายามกระเสือกกระสนในการหาที่ฝึก ไม่ว่าจะเป็น ปตท. การบินไทย SCG และจนแล้วจนรอดก็ไม่มีอันไหนติดต่อกลับมาเลย จนกระทั่งพี่ต้อง พี่ที่รู้จักตั้งแต่ติดเกษตร ก็เข้ามาทักหลังจากที่สอบวิชาทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศเสร็จ ว่าสนใจฝึกงานมั้ย? ของDHL ก็รีบต้องรับกลับไปในที จนไปสมัครและสัมภาษณ์ในวันเดียวกัน ก็นับว่าเป็นโอกาสหนึ่งที่ได้หยิบฉวยเข้ามาในชีวิตไว้ทัน (ที่จริงก็เคยได้คุยกับพี่ต้องเรื่องฝึกงานก่อนสมัครของSCG พี่เค้าก็แนะนำ DHL เหมือนกัน) แล้วมันก็มีเรื่องกวนประสาทเข้ามาเมื่อ SCG โทรมาตามให้ไปสัมภาษณ์ และฝึกงาน เลยหงุดหงิดนิดนึง และตัดสินใจแล้วว่ากรูเลือก DHL แล้วแหละ จนหลังสอบเสร็จก็ไปค่ายปลูกต้นคิด(ส์) ครั้งที่ 7 ด้วยความเป็นห่วงและไม่อยากให้น้องถูกทิ้งให้ทำงานเอง ก็เลยนั่งรถไปก่อนเลยโดยไม่สนใจอะไร เรียกว่าไม่ได้พักหลังสอบกันเลย ก็ไปก่อนเพียง 5 คน ก่อนตามไปสมทบในหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก็สนุกมาก ได้รู้จักน้องๆและชาวบ้าน รวมถึงได้ใช้แรงงานหนักๆ และเป็นที่ปรึกษา และเพื่อนหรือพี่คุยให้กับหลายๆคน (ครั้งนี้คงไม่เล่ารายละเอียดเหมือนปีก่อนๆแล้วนะ)

จนกระทั่งถึงวันฝึกงาน (ไม่ได้พักเล้ย) ก่อนวันฝึกก็กลับมาถึงหอตอนเย็น และก็ตัดสินใจไปตัดผมที่ตั้งใจไว้ให้ยาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในชีวิต บอกช่างว่าจะไปฝึกงาน และก็บอกบลาๆ ไป แล้วเค้าก็คิดว่าน่าจะเอาสั้นเลย ฉับแรกเท่านั้น ตรงจร ทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้อีก น้ำตาแทบไหลเลยค๊าบ สั้นมากมาย เล่นเอาไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเลย จนวันที่มาฝึกจริงก็โชคดีที่ได้เจอไอ้ต้น เพื่อนที่รู้จักกันในรัดสาดนี่เอง เหอๆ มันเคยเป็นบัดดี้กระผมตอนไปค่ายอบรมจริยธรรมของคณะ เออ (บอย ใช้ Code Name ว่า Taro แหละ มันก็แปลว่า BOY นั่นเอง) และก็ได้รู้จักเพื่อนๆอีกหลายคนและก็ได้รู้จักพี่เทรนเนอร์ พี่กระแต หรือ พี่แต นั่นเอง รวมถึงพี่ๆที่แผนก และได้เริ่มจับงานในเย็นวันแรกนั่นเอง และก็ได้เรียนรู้งานเพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ บางอย่างทำเป็น บางอย่างทำไม่เป็น ก็เรียกว่า Train กันใหม่ในหลายอย่าง ก็จนวันนี้ก็ยังพยายามเริ่มรู้อีกหลายๆอย่าง อ้อ พี่ที่แผนก Operations ก็อัธยาศัยดี และก็ให้ความช่วยเหลือดีทุกคน ก็ขอบคุณพี่ๆมากค๊าบ และก็ขอบใจเพื่อนๆที่ฝึกงานทุกคนที่หยิบยื่นน้ำใจ และเสียงหัวเราะ อืม ขอบใจจริงๆ ลุกวันนี้เราก็เกาะกลุ่มกันไปกินข้าวเที่ยงและกลับบ้านทางเดียวกัน พร้อมกันหลายๆคน ได้ไปอีกบรรยากาศนึง เหมือนปีหนึ่งเลย ก็รู้สึกดี ที่ได้มาฝึกงาน

เขียนยืดยาว ไม่รู้จะมีผู้ใดเข้ามาอ่านหรือไม่ แต่ก็ขอให้รับรู้ว่า ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ และยังคิดถึงเพื่อนๆทุกคน และยังอยากเจอเพื่อนเก่าอีกหลายๆคน และก็พร้อมแล้วที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆเข้ามาในชีวิต

October 16

กินเจดี จิดใจสงบ

ประเพณีการกินเจกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน "แต่หลักเลยที่เราถือก็จะเป็นตำนานนี้ซะมากกว่า เอ๊ะ!หรือเฉพาะบ้านผมหว่า เหอๆ"

ผู้ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีลกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์(หรือ “เก้าอ๊อง”)ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ

"คืนก่อนกินเจก็จะมีการรับจ้าวกันเน้อ เป็นขบวนรถเลยหล่ะ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้"

ความหมายของคำว่าเจ
คำว่า เจ ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่า อุโบสถ ดังนั้นการกินเจก็คือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เหมือนกับที่ชาวพุทธในประเทศไทยที่ถืออุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 โดยไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธฝ่ายมหายานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมนำการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ กลายเป็นการถือศีลกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่ากินเจ ฉะนั้นความหมายก็คือคนกินเจมิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ

แจมิได้แปลว่า อุโบสถ
ในภาษาจีนมี(กลุ่ม)คำหรือวลีที่ใช้อักษรแจ(เจ, 齋 / 斋 )เป็นตัวประกอบร่วมด้วยหลายคำ แต่คำว่าโป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) ซึ่งเป็นศัพท์ของทางพุทธศาสนา ดูจะเป็นคำที่นิยมหยิบยกมาใช้อธิบายความหมายของอักษรแจเสมอมา โป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ ซึ่งก็คือ “ศีลแปด”ที่เรารูจักกันดี

คนไทยในรุ่นปู่ย่าตายายที่เคร่งในศีลวัตรจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถ ศีลแปดจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ อุโบสถศีล ” ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกินเจที่ไม่เข้าใจภาษาและที่มาของคำจึงแปลอักษรแจผิดว่า “อุโบสถ” ซึ่งคำแปลนี้ก็ฮิตติดตลาดและถูกคัดลอกไปใช้บ่อยอย่างน่ารำคาญใจ เพราะหากจะเอาตามความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแล้ว

อุโบสถ เป็นคำนาม หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมต่างๆ เรียกย่อว่า โบสถ์ การแปลและเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าวยังถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายวัตรปฏิบัติของการกินเจผิดตามไปด้วยว่า “การกินเจต้องถือศีลข้อวิกาลโภชน์” หรือการงดกินของขบเคี้ยวหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลแปด ทั้งๆที่โรงครัวของศาลเจ้าหรือโรงเจที่เปิดเลี้ยงผู้คนในช่วงเทศกาลกินเจล้วนแต่มีอาหารมื้อเย็นให้กับผู้เข้าไปกิน ยิ่งวันที่มีการประกอบพิธีกรรมในตอนค่ำยังมีอาหารมื้อค่ำบริการเสริมให้เป็นพิเศษด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเขาถือเพียงศีลห้าที่เป็นนิจศีล ไม่ได้ครองศีลแปดอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เว้นแต่ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น)

ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ” มีพัฒนาการมาจาก ตัวอักษร ฉี “ 齊 ” ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย อักษรแจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุด ( 小 ) เข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื ( 示 ) ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี

แจ( 齋 ) จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)เพื่อการสักการะ หรือ การปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ซึ่งการอธิบายในแนวทางนี้จะสอดคล้องกับ คำว่า “ 齋醮 ” ในลัทธิเต๋า ซึ่งย่อมาจากคำว่า 供齋醮神 ที่แปลว่าการบำเพ็ญกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นสักการะบูชาเทพยดา

ความหมายของแจในศาสนาอิสลาม ศัพท์คำว่า ศีลแจ / 齋戒 ในภาษาจีน นอกจากใช้ในลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธแล้ว ยังหมายถึง “ศีลอด” ที่ถือปฏิบัติในเดือนถือศีลอดของชาวจีนอิสลาม สาระของศีลก็คือการห้ามรับประทานอาหารใดๆในระหว่างเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนลับขอบฟ้า ตลอดเดือนถือศีลอด

"ดูไปดูมาก็เหมือนการถือศีลอดของทุกศาสนา จริงๆนะ อย่างศาสนาคริสต์ ยิว หรือ อิสลาม หลักเดิมของศาสนาเอง ก็มีการถือศีลอดอยู่แล้ว แต่หลังๆก็มีการหย่อนยายในการนับถือศาสนา โดยอย่างยิ่งความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ และปัจจัยจากตัวผู้นำ ทำให้หลักการนับถือศาสนาเปลี่ยนไป"

October 11

กลับมาแล้ว

ว่าไปนะครับพี่น้อง ได้เพลาผมต้องมาอัพเสปซเสียที
อาจเห็นได้ว่า อัพแบบเทอมเว้นเทอมเลยมั้ง 555+

ก็ไม่รู้จะว่าไงนะ ช่วงเรียนมันก็ขี้เกียจอัพเสปซ ทั้งที่ตัวเองก็อยู่หน้าคอม
แต่ว่าพักหลังๆนี่เน็ตมีปัญหา หา หา ก็เลยเซงเป็ด ไม่ได้โลหดบิท โหลดไรเร้ย

เทอมต้น นี่เรียกว่าเป็นอะไร ที่เป็นชีวิตมหาลัยแบบเรียนของแท้จริงๆมั้ง
ก็เด็กมหาลัยต้อคู่กับรายงาน ไอ้นี่แหละที่เจอ ทั้ง Presentation Report Reserch
โอ๊ย สาระพัด จะเข้ามาประดังในแต่ละสัปดาห์ โดยเฉพาะ "อียู" ไม่อยาก said ถึง นรกดีๆนี่เองคับ

ก็เรียนแถๆไถๆจนมาถึงสอบทั้งกลางภาคและปลายภาค ก็คะแนนออกมาแถไถไปมิดเทอมก็กลางๆ
แต่ไฉนไฟนอลออกมาดีเกิดคาดหว่ะ จิงๆ ออกมาแล้วสี่ตัว เกรดดีมากเรยหล่ะ Unblievable

จนปัจจุบัน ณ วันนี้ ก็ปิดเทอมมาจะ สาม สัปดาห์แล้วเพราะทะลึ่งเบ่เบ๊ สอบเสร็จเร็วกว่าชาวบ้านเป็นสัปดาห์
อยู่หอสัปดาห์นึง รอโอ๋สอบเสร็จ และก็ชิวๆไปช่วยพี่หมอทาสีห้อง ช่วยงานแฟนนิสนึง อืมๆพอฆ่าเวลา หนึ่ง สัปดาห์ได้

จนได้กลับมาบ้านเนี่ย ก็ช่วงกินเจพอดี เป็นอะไรที่ชอบมากช่วงนึง เพราะเหมือนมีของกินให้เลือกกินเต็มไปหมด อร่อยทั้งนั้น
ก็เลย กิน ขี้ นอน ไม่มี... นะ เหอๆ ก็นั่งเล่นคอมเป็นงานอดิเรก กะช่วยแม่ดูตลาดหุ้น เง้อ ก็เป็นอะไรที่พอช่วยได้บ้างอะเนอะ

ว่าแล้ว กับ เทศกาลกินเจ หรือ เก๋าอ่วงเจ เนี่ย เป็นอะไรที่มีเนื้อหาสาระน่าอ่านพอดูไว้จะไปหามาให้อ่านเน้อ เร็วนี้แหละ

ปล.อยากไปทาสีกำแพงวัดมาก แต่ก็ขออยู่บ้านเหอะหว่ะ = =

May 29

ผู้เข้ามาใหม่

                   ยินดีต้อนรับ น้องๆ KU67 ที่พี่ได้คุยและเจอหน้าแล้ว รวมไปถึงน้องที่ได้แต่คุยไม่เห็นหน้า และๆ น้องที่ทั้งไม่เคยคุยและจำหน้าไม่ได้ ก็ขอแสดงความยินดีที่ได้เข้ามาสู่รั้วนนทรี บ้านที่ให้ความรู้สึกดีๆ 

      ว่าไปว่ามาตั้งแต่ได้กลับมากรุงเทพฯหลังจากแอบไปพักร้อนที่จันทบุรี(บ้านเกิด)นานนับเดือนก็ได้เวลากระฉับกระเฉงมาช่วยเพื่อนๆน้องๆทำงานเสียที อย่างที่รู้ๆกัน ว่าได้ไปค่ายมา สนุกมาก จนกระทั่งวันนี้ก็ยังจำอะไรหลายๆอย่างได้ดี ก็จดประสงค์ของการกลับมากรุงเทพก็คือ เบื่อบ้าน = = หลายๆคนอาจสงสัยว่าบ้านไม่ดีตรงไหน อยากจะบอกว่า อยู่แล้วตามใจตัวเองไม่ได้ 555+ ก็เลยมาบริหารชีวิตตัวเอง ด้วยการมาประชุมและทำงานดีกว่า อีกอย่างก็มีเพื่อนๆมาค้างที่ห้องด้วยสนุกดี ตั้งแต่งานสัมภาษณ์ แรกพบคณะ เปิดถ้ำสิงห์ จนถึงงานวันบัณฑิตยุคใหม่ ก็ไม่ได้ว่างเว้นจากการมามหาลัยซักนิด มาได้ทุกวี่ทุกวัน สงสัยชักหลงรักมหาลัยแล้วหล่ะซิ เหอๆ ก็อยากบอกว่า ประทับใจ และดีใจ ที่ทุกงานผ่านไปได้ด้วยดี

                   จนในช่วงงานวันบัณฑิตเนี่ย ก็ได้กลายเป็นพ่อค้าเต็มตัว และยังมีโอ๋ที่เป็นแม่ค้าด้วย ทำงานสุดจัยจริงๆ ก็มีเพื่อนๆที่มาช่วยขายอีกนะ (อย่าน้อยใจว่าไม่ได้กล่าวถึง) สมุดเล่มละ20 3เล่ม 50 6เล่มร้อย พูดวันละหลายๆครั้ง ไม่รู้นอนละเมอพูดไปบ้างรึเปล่า แต่มันก็เป็นความสุขอย่างนึงที่หาไม่ได้ในช่วงเวลาอื่นๆ 

        และเมื่อหลายวันก่อนบังเอิญมีสิ่งดลใจให้ไปเปิดหนังสือที่ได้จากงานวันบัณฑิตยุคใหม่KU65 มาเปิดดู ก็เจอคำดีๆ เรยอยากมาฝากในฐานะของคนที่กลายเป็นพี่ที่ยังอยากให้ความหวังของพวกเรามีไปสู่รุ่นต่อๆไป
ต่างคน   ต่างที่มา
ต่างคน   ตามหาสิ่งใหม่
ต่างคน   ต่างความเข้าใจ
ต่างไป   ตามความต้องการ
      
      มาวันนั้น   ...ถึงวันนั้น
      ที่ที่เราได้มาพบกัน
      เธอกับฉัน   ...พี่กับน้อง
      ปรองดองสมัครสมาน
จับมือประสานกันไว้
ผูกใจยึดมั่นไปนาน
ร่วมสรรค์สร้าง
ความผูกพันตลอดไป